37
มังกรหยก
:
การประสานความจริงเข้ากับความแต่งอย่างแนบเนียน
เน้นขับสาระความคิดเกี่ยวกับมนุษย์
สังคมและการเมืองให้เด่นล้ำ
มังกรหยกเป็นนิยายกำลังภายในสามเรื่องชุดของกิมย้ง
ซึ่งแต่ละภาคนั้นถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และภาพยนตร์โทรทัศน์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
นับเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความนิยมอย่างสูงยากที่จะหานิยายประเภทเดียวกันเรื่องใดเทียบได้ นิยายมังกรหยกทั้งสามภาคนี้ กิมย้งเขียนขึ้นโดยอาศัยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาเป็นภูมิหลังของเรื่องดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว
ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อให้อ่านสนุกสนานได้รสตามแบบของนิยายกำลังภายใน แต่ด้วยความสามารถในเชิงการประพันธ์จึงอาจที่จะกล่าวได้ว่า กิมย้งได้ผสมผสานความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เขาหยิบเอามาเป็นภูมิหลังให้เข้ากับความแต่งที่เขาใช้จินตนาการเขียนขึ้นมาได้อย่างแนบแน่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน
มีความสมจริงสมจังราวกับว่าตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในเรื่องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ นับเป็นการปลุกชีวิตและวิญญาณของประวัติศาสตร์จีนในยุคปลายสมัยราชวงศ์ซ่ง
จนถึงปลายสมัยราชวงศ์หยวนให้ลุกขึ้นมาโลดแล่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ระหว่างความแต่งกับความจริงนั้น
กิมย้งสามารถที่จะผสมผสานในส่วนที่เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กับเหตุการณ์ที่ดำเนินไปตามท้องเรื่องให้เป็นเนื้อเดียวกัน
ให้ดูราวกับว่าเป็นเรื่องจริงได้อย่างดีเยี่ยม
อย่างเช่นในภาคแรกและภาคที่สอง
ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่กิมย้งนำมาแสดงไว้ในท้องเรื่องก็คือ
เหตุการณ์ในตอนที่มองโกลโจมตีเมืองเซียงเอี๋ยง
อันเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญของราชวงศ์ซ่งใต้
ในภาคแรกกิมย้งได้จับเอาเหตุการณ์ตั้งแต่เตมูจินหรือเจงกิสข่านดำเนินการรวบรวมชนเผ่ามองโกลทั้งหลายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยสร้างตัวละครเอกคือก๊วยเจ๋งให้เป็น “ลูกจีน”
ที่ได้ถือกำเนิดและเติบโตในดินแดนมองโกลเป็นผู้ช่วยเหลือที่สำคัญ
ต่อมาเมื่อมองโกลกับจีนได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมรบกับพวกกิมหรือแมนจู
เจงกิสข่านก็ได้ก๊วยเจ๋งเป็นกำลังสำคัญ
โดยที่กิมย้งได้สร้างเงื่อนไขให้ก๊วยเจ๋งมีความแค้นต่อผู้นำคนสำคัญของแมนจูคือ
“ง้วนอ้วนเลียก”
โดยที่ง้วนอ้วนเลียกคือผู้ที่ฆ่าบิดาของเขาและทำให้มารดาของเขาต้องระหกระเหินจากแผ่นดินเกิดไปอยู่ในดินแดนมองโกล
ต่อมาเมื่อก๋วยเจ๋งรู้ว่าเจงกิสข่านมีแผนการที่จะยึดครองแผ่นดินจีน เขาจึงหนีจากมองโกลกลับสู่แผ่นดินเกิด และได้เป็นผู้นำชาวยุทธ์ในการดำเนินการต่อต้านมองโกลที่เมืองเซี่ยงเอี๊ยง ซึ่งตามประวัติศาสตร์
การรบที่เมืองเซี่ยงเอี๊ยงครั้งสำคัญๆ หลายครั้งเกิดจากการอาสาของประชาชนด้วย
การให้ก๊วยเจ๋งเป็นผู้นำชาวยุทธ์ต่อต้านมองโกลที่เซียงเอี๋ยงจึงนับเป็นการผสมผสานความจริงกับความแต่งให้เข้ากันได้อย่างแนบเนียนยิ่งจุดหนึ่ง
ในตอนที่เซลุยผู้เป็นบุตรคนที่สี่ของเจงกิสข่าน
และเป็นเพื่อนร่วมสาบานของก๊วยเจ๋งกำลังจะยกกองทัพเข้าโจมตีเซียงเอี๋ยงอยู่นั้นเจงกิสข่านก็เสียชีวิตลง
ตามความจริงในประวัติศาสตร์ก็ตรงกันกับในนวนิยาย
ต่างกันเพียงแต่สถานที่เสียชีวิต
ในขณะที่ในเรื่องมังกรหยกเจงกิสข่านเสียชีวิตในดินแดนมองโกล
ส่วนในประวัติศาสตร์นั้นเจงกิสข่านเสียชีวิตที่ซีเซี่ย ภายหลังจากโจมตีซีเซี่ยแตกแล้วและกำลังจะยกทัพกลับ
ในเรื่องมังกรหยกกิมย้งไม่ได้เอ่ยถึงสงครามซีเซี่ย แต่จะอย่างไรก็คงมีความสมเหตุสมผล
ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่เจงกิสข่านเสียชีวิตในดินแดนซีเซี่ยนั้น พวกมองโกลพยายามปิดเป็นความลับ โดยในการอัญเชิญศพกลับมองโกล ทหารมองโกลได้ฆ่าผู้ที่รู้เห็นเสียไม่น้อยเพื่อมิให้ข่าวรั่วไหล
หลังจากที่เจงกิสข่านเสียชีวิตเชลุยก็ถอยทัพกลับ
ความสงบสุขจึงกลับมาสู่ชายแดนจีนอีกวาระหนึ่ง มังกรหยกภาคแรกจึงจบลงตรงนี้
จากนั้นเรื่องราวของมังกรหยกภาคที่สองก็เริ่มขึ้นที่เอี้ยก้วยทายาทของเอี้ยคัง
ซึ่งก๊วยเจ๋งและอึ้งย้งได้ให้การเลี้ยงดู
เนื่องจากความจริงในประวัติศาสตร์นั้นเป็นระยะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในมองโกล เป็นผลให้มองโกลหยุดการรุกรานจีนอยู่ระยะหนึ่ง
กิมย้งจึงสามารถดึงเรื่องราวกลับสู่วงยุทธจักรได้อีกโดยมีเอี้ยก้วยเป็นตัวเอกเดินเรื่อง
ความขัดแย้งและการคลี่คลายของโครงเรื่องที่ดำเนินไปทั้งหมดก็ผสานสอดคล้องกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์
อันสามารถบรรจบกันได้ระหว่างความจริงกับความแต่งในตอนท้ายเรื่อง อันเป็นช่วงที่เหมิงเกอข่านขึ้นครองอำนาจในมองโกลและเริ่มรุกรานจีนอีกครั้งหนึ่ง
ความขัดแย้งหลักในเรื่องมังกรหยกภาคสองนั้น
เป็นความขัดแย้งระหว่างเอี้ยก้วยกับก๊วยเจ๋งอึ้งย้ง
ซึ่งเป็นผลมาจากภาคแรกที่อึ้งย้งมีส่วนสำคัญในอันที่ทำเอี้ยคังผู้เป็นบิดาของเอี้ยก้วยต้องจบชีวิตลง
แล้วจึงเป็นผลต่อเนื่องให้เอี้ยก้วยผูกใจเจ็บแค้นก๊วยเจ๋งอึ้งย้ง และเมื่อเรื่องค่อยๆ คลี่คลายไปจนเอี้ยก้วยรับรู้ความจริงเกี่ยวกับบิดาของตนจนเลิกผูกใจเจ็บก๊วยเจ๋งอึ้งย้งในที่สุด
นอกจากนั้นแล้วเอี้ยก้วยก็มีส่วนเป็นอย่างมากในการคลี่คลายสลายปมขัดแย้งของเหล่าจอมยุทธ์ที่มีสืบเนื่องมาจากใภาคแรก
อันส่งผลให้ตอนท้ายเรื่องที่กิมย้งนำไปผูกไว้กับประวัติศาสตร์ในตอนที่เหมิงเกอข่านยกทัพมาโจมตีเมืองเซียงเอี๋ยง
ก๊วยเจ๋งจึงได้อาศัยเงื่อนไขนี้รวบรวบชาวยุทธ์ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ จนสามารถต่อสู้มองโกลผู้รุกรานแตกพ่ายกลับไป
สามารถป้องกันเมืองเซียงเอี๋ยงไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง กำลังรบที่สำคัญของฝ่ายก๊วยเจ๋งนอกเหนือจากเหล่าจอมยุทธ์โดยทั่วไปแล้ว
ผู้ที่มีบทบาทมากก็คือเอี้ยก้วยซึ่งเหตุการณ์ในตอนนี้กิมย้งแต่งให้เอี้ยก้วยเป็นผู้สังหารเหมิงเกอข่าน แต่ในความจริงนั้นเหมิงเกอข่านไม่ไดัเสียชีวิตที่เชียงเอี๋ยง
แต่เสียชีวิตในคราวบุกเสฉวนเพื่อโอบล้อมเข้าตีแผ่นดินจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งในการสงครามที่เสฉวนคราวนั้น แม่ทัพชาวจีนที่สำคัญนั้นแซ่เอี้ยนามบุ๋น
ซึ่งตัวแม่ทัพเอี้ยบุ๋นผู้นี้แหละ
ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครอย่างเอี้ยก้วยในภาคที่สองนี้
การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของประวัติศาสตร์ในตอนนี้ของกิมย้ง แม้ว่าจะทำให้ข้อเท็จจริงเสียไป
(ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว
ผู้แต่งนิยายไม่มีความจำเป็นจะต้องยึดถือความจริงไปเสียทั้งหมด)
แต่ก็ทำให้เนื้อเรื่องสมเหตุสมผลดีกว่าที่จะแต่งไปตามความเป็นจริงทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงวีรกรรมของชาวเมืองเซียงเอี๋ยงซึ่งประวัติศาสตร์จีนได้บันทึกถึงความหาญกล้าในการต่อสู้กับมองโกลผู้รุกรานอย่างชัดเจน
อันเป็นการขับสาระแห่งความคิดรักชาติบ้านเมืองและการรวมตัวกันต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานของเหล่าวีรชนผู้ไม่มีชื่อบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์
เป็นการลุกฮือขึ้นต่อสู้กับผู้รุกรานของคนที่ไม่เคยคิดหวังผลตอบแทน
โดยแม้แต่ชื่อของตนเองก็ยังมิปรารถนาที่จะให้ใครได้รู้จัก
ไม่ว่าจะเป็นผู้คนในยุคสมัยนั้นหรือยุคสมัยต่อมาก็ตาม
มังกรหยกภาคสองจบลงตอนที่เหมิงเกอข่านเสียชีวิต
กองทัพมองโกลจำต้องยกกลับและเกิดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติกัน เป็นผลให้ชายแดนด้านเหนือของจีนกลับเข้าสู่ภาวะสงบอีกครั้ง ก่อนที่จะต้องเผขญหน้ากับการรุกรานในปีรุ่งขึ้น
คือปี พ.ศ.1803
และเมืองเซียงเอี๋ยงอันเป็นฉากสำคัญของเรื่องมังกรหยกก็ถูกรุกรานในปี พ.ศ.1810
ชาวเมืองได้รวมพลังกันต่อต้านอย่างทรหดอีกครั้งหนึ่ง โดยสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้ถึง 6 ปี
แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้โดยที่ราชสำนักซึ่งไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นอีก 6 ต่อมา คือในปี พ.ศ.1822
ราชวงศ์ซ่งใต้ก็จบบทบาททางประวัติศาสตร์ของตน
แผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของมองโกลหรือราชวงศ์หยวน
ส่วนในภาคที่สามหรือดาบมังกรหยกนั้น
เป็นเหตุการณ์การต่อสู้ขับไล่มองโกลในปลายสมัยราชวงศ์หยวน
โดยเน้นบทบาทสำคัญของพรรคจรัสหรือเม้งก้า
อันเป็นกลุ่มต่อต้านมองโกลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ถือได้ว่าเป็นสมาคมลับในยุคแเรกๆ
ของจีนที่มีพื้นฐานความคิดมาจากคำสอนของลัทธิแมนนี ซึ่งวิวัฒนาการมาจากศาสนาโชโรอัสเตอร์ของเปอร์เซีย
ก่อนจะว่าถึงเรื่องราวของพรรคจรัสที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีน
ใคร่ขอแทรก เรื่องราวความเป็นมาของลัทธิแมนนีโดยย่อๆ พอประดับความรู้ดังนี้
ลัทธิแมนนีหรือแมนอิคีอิสม์ (Manihaeism) ออกเสียงเป็นภาษาจีนว่าม้อก้าหรือเม้งก้า
เป็นลิทธิศาสนาที่รวมหลักศาสนาดังๆ เมื่อประมาณ 1,500
ปีก่อน
อันได้แก่ศาสนาโชโรอัสเตอร์เป็นแกนหลัก
ประยุกต์เข้ากับคำสอนของศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์นิกายนอสติค (Gnostic
Christ) โดยท่านแมนนี (พ.ศ.7517)
ชาวกรุงบาบิโลน ประเทศเปอร์เซีย
แมนนีได้เริ่มเผยแผ่ลัทธิศาสนาของท่านเมื่อท่านมีอายุได้ 27 ปี โดยท่านได้เดินทางไปเผยแผ่ไปจนเอเซียกลาง อินเดีย
และภาคตะวันตกของจีน
แล้วจึงกลับเปอร์เซียเมื่อปี พ.ศ.1813 เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอน
ท่านก็ถูกมะกีหรือพระแห่งศาสนาพื้นเมืองเบียดเบียน ทั้งยังถูกลงทัณฑ์ทรมานและถลก
หนังจากพระเจ้าบาหรัมที่ 1 กษัตริย์แผ่นดินเปอร์เซียจนตายในที่สุด ยังผลให้คัมภีร์ท่านศาสดาผู้นี้สูญหายไปทั้งหมด
หลักของลัทธิแมนนีเป็นประเภททวินิยมอันเชื่อในหลักการสองอย่าง
คือเทพฝ่ายแสงสว่างและพญามารอันเป็นฝ่ายความมืด
หลักการของลัทธินี้เชื่อว่าในอดีตนั้นพญามารได้รุกรานอาณาจักรแห่งแสงสว่าง
เทพเจ้าแห่งแสงสว่างผู้สร้างมนุษย์คนแรกได้เข้าต่อสู้ด้วยจนพญามารพ่ายแพ้ไป
แม้กระนั้นพญามารก็ได้กลืนเอาเนื้อหาของเสงสว่างไปไม่น้อย
ข้าพเจ้าแสงเสงสว่างจึงพยายามบังคับให้พญามารคายออกมาให้จงได้
ส่งที่พญามารคายออกมาจึงเป็นพระอาทิตย์
พระจันทร์
ส่วนร่างของพญามารก็กลายเป็นโลก
ด้วยเหตุนี้โลกจึงประกอบไปด้วยทั้งสิ่งที่ดีแลชั่ว
ฉะนั้นลัทธิแมนนีจึงถือเป็นภาระที่จะทำให้เศษแห่งแสงสว่างที่ยังคงค้างอยู่ในโลก
ได้หลุดพ้นไปจากโลกไปเก็บไว้ที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เมื่อแสงสว่างนั้นบริสุทธิ์ก็จะกลับไปสู่แหล่งเดิมคือ
“แนวแห่งความรุ่งโรจน์“ (ซึ่งน่าจะหมายถึงช้างช้างเผือกนั่นเอง) หรือ “อาณาจักรแห่งแสงสว่าง”จากนั้นโลกซึ่งเป็นกายของพญามารก็จะถูกทำลายจนหมดสิ้น
คงเหลืออยู่ก็แต่อาณาจักรแห่งแสงสว่างแต่เพียงอย่างเดียว
ลัทธิแมนนีเข้าไปมีบทบาทในประเทศจีนตั้งแต่ปี
พ.ศ.1238 ถึง พ.ศ.1388 ในรัชสมัยถังหวู่จงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง ลัทธิแมนนีก็กลายเป็นลัทธินอกกฎหมาย อันเนื่องมาจากคำสั่งของราชสำนัก
นับแต่นั้นมาลัทธิแมนนีก็เริ่มมีความเกี่ยวพันกับการเมืองมากขึ้น
โดยคำสอนเน้นหนักในทางต่อต้านชนชั้นปกครองที่กดขี่
ทำให้ลัทธิแมนนีแพร่หลายไปในหมู่ของประชาชนผู้ถูกกดขี่อย่างรวดเร็ว ถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง สาวกของลัทธินี้ได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธไว้ต่อต้านรัฐบาลโดยเฉพาะ
และได้ก่อเหตุจลาจลโค่นล้มรัฐบาลหลายครั้งด้วยกันแต่ไม่สำเร็จ
จนกระทั่งปลายสมัยราชวงศ์หยวนตามที่ปรากฏในดาบมังกรหยก
พวกเม้งก้าหรือพรรคจรัสในคาบมังกรหยกนั้น
แม้ว่าจะมีหลักการที่ผิดเพื้ยนไปจากหลักของลัทธิแมนนีเดิมบ้าง
แต่ก็ถือได้ว่าหลักใหญ่ใจความสำคัญยังไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือยังมีความเชื่อในเรื่องเทพแห่งแสงสว่างแลพญามารแห่งความมืดอยู่ ส่วนข้อปฏิบัติปลีกย่อยมีความเชื่อของพุทธและเต๋าเข้าไปผสมอยู่มาก
สาวกของลัทธินี้เน้นการปฎิบัติตนไปในทางมังสวิรัติ คือ ไม่ดื่มสุรา
ไม่ฆ่าสัตว์ รับประทานอาหารมังสวิรัต
ไม่กินกระเทียมหรือสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมร้อนแรง
ปฎิบัติตนอย่างง่ายๆ สวมเสื้อผ้าที่ประหยัดซึ่งมักเป็นนุ่งขาวห่มขาว เมื่อตายก็ประกอบพิธีศพอย่างง่ายๆ
ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย
นอกจากนั้นแล้ว
ลักษณะที่เด่นชัดอีกประการหนึ่งของลัทธิแมนนีที่กิมย้งได้เน้นให้เห็นอย่างเด่นชัดในดาบมังกรหยกก็คือ
การยกย่องหญิงสาวที่ประพฤติพรหมจรรย์และมีความสามารถสูงให้เป็นใหญ่ คือเป็นประมุขของลัทธินี้
ซึ่งตามในเรื่องดาบมังกรหยกนั้นก็ระบุไว้ชัดเจนว่า
ลัทธิแมนนีในเปอร์เซียนั้นมีประมุขเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์
และพรรคจรัสในจีนก็ถีอว่าเป็นสาขาหนึ่งของลัทธิแมนนีในเปอร์เซีย
พรรคจรัสหรือเม้งก้าได้เข้ามาเกี่ยวพันกับการเมืองจีนโดยตรงในปลายสมัยราชวงศ์หยวน
เนื่องจากสาเหตุสำคัญคือพวกมองโกลนั้นได้กระทำการกดขี่ประชาชนอย่างรุนเรง
พวกเขาจึงพยายามรวมตัวกันประกาศคนเป็นกลุ่มต่อต้านมองโกลอย่างเปิดเผย
ในนามของกองทัพโพกผ้าแดงร่วมกับลัทธิบัวขาว ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาให้การสนับ ให้การสนับสนุนหันหลินเอ๋อ (ฮั่นลิ้มยี่)
ทายาทของหานชันถงผู้อ้างคนว่าเป็นหลานทวดรุ่นที่ 8 ของจักรพรรดิองค์ที่ 8
แห่งราชวงศ์ซ่ง
แต่ในเรื่องดาบมังกรหยกนั้นหานหลินเอ๋อเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น
ความแนบเนียนในการประสมประสานความแต่งกับความจริงทางประวัติศาสตร์ในภาคที่สามนี้
อาจกล่าวได้ว่ากิมย้งทำได้ดียิ่งสามารถที่จะผสมผสานพฤติกรรมของตัวละครที่สมมุติขึ้นกับตัวละครที่เป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์อย่างลงตัวเหมาะเจาะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ก็มีความเกี่ยวพันกับตัวละครที่มีอยู่จริงอย่างแนบแน่น ทั้งยังนำไปผูกไว้กับตัวละครและเหตุการณ์ที่สมมุติขึ้นอย่างมีเหตุมีผลสมจริงจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ดังจะเห็นได้ซัดเจนในหลายต่อหลายตอน เช่น
ในตอนที่เกี่ยวกับจูหยวนจางซึ่งมีฐานกำลังและประกอบวีรกรรมอยู่ทางภาคใต้นั้น
กิมย้งก็ให้ผู้อ่านได้รับรู้โดยผ่านการเล่าเหตุการณ์อันเป็นไปตามความจริงในประวัติศาสตร์โดยตัวละครตัวหนึ่ง
ให้สามารถนำมาบรรจบกับเหตุการณ์และตัวละครที่แต่งขึ้นคือ เตียบ่อกี้และพลพรรคของพรรคจรัส ดังนั้นสงครามระหว่างพรรคจรัสกับพวกมองโกลในตอนท้ายของเรื่อง
อันเป็นผลให้ฝ่ายมองโกลเพลี่ยงพล้ำนั้น จึงเป็นการเปิดโอกาสให้จูหยวนจางสามารถที่จะเอาชัยต่อมองโกลได้
และฉกฉวยโอกาสที่เตียบ่อกี้เกิดความลังเลใจในการเลือกเอาระหว่างการเป็นประมุขพรรคจรัสกับการหลบลี้ไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับเตี๋ยวเมี่ยง-
เจ้าหญิงมองโกล
จูหยวนจางจึงสามารถครอบครองกองกำลังของพรรคจรัสได้สำเร็จ เตียบ่อกี้ได้หลุดพ้นออกจากเส้นทางการเมืองเรื่องอำนาจไปในที่สุด
อันเป็นการสอดคล้องกับความจริงทางประวัติศาสตร์
เพราะบนเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ย่อมไม่มีตัวตนของคนที่ชื่อเตียบ่อกี้
แต่บุคคลที่มีบทบาทในความเป็นจริงนั้นก็คือจูหยวนจางผู้สามารถใช้ศิลปะแย่งชิงอำนาจจากหันหลินเอ๋อ
สามารถใช้กองกำลัง
พรรคจรัสเป็นฐานกำลังรุกไล่มองโกลได้สำเร็จและตั้งตนเป็นจักรพรรดิสถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองจีน
และเมื่อได้อำนาจทางการเมืองโดยสมบูรณ์แล้ว
ก็ขจัดพรรคจรัสให้หลุดพ้นไปจากวงจรอำนาจของตน
กิมย้งอาจสามารถดัดแปลงข้อปลีกย่อยในประวัติศาสตร์ให้ประสมประสานเข้ากับโครงเรื่องที่พยายามวางให้เดินไปตามแกนหลักที่เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน จนอาจมีผู้หลงผิดคิดว่าเป็นเรื่องจริงได้ ฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะยึดถือเหตุการณ์ในเรื่องว่าเป็นเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ ทั้งตัวของผู้ประพันธ์เองก็คงจะมิได้หวังที่จะให้เป็นเช่นนั้น
แต่สิ่งที่เราอาจจะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ประพันธ์มุ่งหวังแลต้องการเสนอก็คือ
ผู้ประพันธ์ต้องการเสนอความคิดที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ในประวัติศาสตร์
และสัจธรรมแห่งการต่อสู้ทางการเมืองในประวัติศาสตร์ไว้อย่างชัดเจน
ในภาคที่หนึ่ง
กิมยังได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านตัวเอกคือก๊วยเจ๋ง
ซึ่งสร้างให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรมตามแบบฉบับของวีรบุรุษชาวจีนทั่วๆ ไป โดยส่วนตัวก๊วยเอ๋งเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์
กล้าหาญ และกตัญญรู้คุณ
ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียวที่คุณธรรมด้านนี้ของก๊วยเจ๋งได้รับการฝึกอบรมจากผู้เป็นมารดา
จนกลายเป็นคุณลักษณะประจำตัวที่เด่นชัดขึ้นตามลำดับ โดยมีเอี้ยคังเป็นตัวเปรียบเทียบ
ให้ขับความเด่นของก๊วยเจ๋งให้ปรากฏแจ่มจ้าขึ้นอีก
แต่จะอย่างไรก็ตาม คุณธรรมเหล่านี้ก็หาได้เหนือไปกว่า “ความรักชาติ”
ไม่ ดังนั้นถึงแม้ก๊วยเจ๋งจะได้รับการเลี้ยงดูอุปการะเป็นอย่างดีจากเจงกิสข่านจนกลายเป็นบุญคุณที่ก๊วยเจ๋งสำนึกอยู่ตลอดเวลา
จึงไม่แปลกอะไรเลยที่ก๊วยเจ๋งจะช่วยเจงกิสข่านปราบวาชือจือมอ
และปราบพวกแมนจูตามที่เจงกิสข่านต้องการ
แต่เมื่อเขารู้ว่าเจงกิสข่านจะยกทัพบุกจีน
เขาก็พร้อมที่จะสู้รบกับเจงกิสข่านผู้มีพระคุณและเซลุยผู้เป็นเพื่อนร่วมสาบาน ทั้งนี้เพราะคุณธรรมสูงสุดนั้นก็คือ
ความรักชาติ
ความเสียสละที่มีต่อชาติบ้านเมือง
หากเมื่อมองก๊วยเจ๋งโดยเปรียบเทียบกับเอี้ยก้วยในภาคที่สอง เราจะพบว่าโดยแท้จริงแล้ว
ความคิดรักชาติบ้านเมืองของก๊วยเจ๋งนั้นอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาและทุกคนที่มีคุณธรรมจักต้องกระทำเช่นนี้
แต่สำหรับเอี้ยก้วยผู้ยึดถือในลัทธิปัจเจกชนนิยม ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางสังคม
จนอาจกล่าวได้ว่าเขานั้นมิใช่วีรบุรุษผู้ทรงคุณธรรมตามแบบของขงจื๊อ มิใช่วีรบุรุษผู้กล้าที่ทรงคุณธรรมในยุทธจักร
แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วคนอย่างเอี้ยก้วย(รวมทั้งอึ้งเอี๊ยะชือ)
ก็พร้อมที่จะเสียสละเพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองเหมือนกับคนอื่นๆ นี่ยิ่งเป็นข้อสรุปได้ว่า
ความรักชาติบ้านเมืองและการต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานนั้นเป็นคุณธรรมสูงสุดที่ทุกคนจักต้องกระทำไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม
และเมื่อถึงภาคที่สามเราก็จะพบว่า
แม้บุคคลที่ถูกคนทั่วไปประณามว่าเป็นคนเลวทรามต่ำช้าอย่างสมาชิกพรรคจรัสนั้นเล่าก็มีความรักชาติบ้านเมืองไม่ด้อยไปกว่าบุคคลที่ได้รับการยกย่องหรือย่องตนเองว่าเป็นคนดีแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นความรักชาติและกระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยไม่หวังส่งตอบแทนใดๆ แม้กระทั่งคำยกย่องเยินยอหรือชื่อเสียง
ทั้งก๊วยเจ๋ง เอี้ยก้วยและเตียบ่อกี้
ล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีความรักชาติบ้านเมืองอย่างแรงกล้า และกระทำการเพื่อชาติโดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งไม่มีความกระสันที่จะมีอำนาจทางการเมืองทั้งๆ
ที่มีโอกาส
ทั้งนี้เพราะในทัศนะของกิมย้งแล้ว
บุคคลเหล่านี้ล้วนดีเกินไป
จึงไม่มีลักษณะของความเป็น “นักการเมือง” อยู่ในตัว
ดังที่เขาให้ข้อสรุปเกี่ยวกับเตียบ่อกี้ไว้ในบันทึกท้ายเรื่องดาบมังกรหยกตอนหนึ่งว่า
ประวัติศาสตร์ทางการเมือง
3000
ปีของจีนได้สร้างข้อสรุปไว้เช่นนี้แล้วผู้นำทางการเมืองที่ป่ระสบความสำเร็จของจีนนั้น มีเงื่อนไขข้อแรกคือ“หนักแน่น”
กินความถึงความหนักแน่นในการควบคุมตัวเอง
หนักแน่นที่จะอนุโลมตามคนอื่น(เพื่อรักษาอำนาจของตัว-ผู้แปล)
และหนักแน่นเหี้ยมโหดต่อศัตรูทางการเมือง
เงื่อนไขข้อสองคือ “ตัดสินใจแจ่มชัดฉับไว”
และข้อสามคือ “กระสันอำนาจอย่างแรงกล้า”
( สำนวนแปล : ถาวร สิกขโกศล ใน สะกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก” )
ก๊วยเจ๋งอาจจะมีอยู่บ้างสักครึ่งข้อ
แต่ที่เขาสามารถเป็นผู้นำชาวยุทธ์ในการต่อต้านมองโกลได้ เพราะเขามีวิทยายุทธ์สูงและมีภรรยาคืออึ้งย้งผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นผู้คอยให้การช่วยเหลือ แต่สำหรับเอี้ยก้วยและเตียบ่อกี้แล้ว มิมีแม้เพียงครึ่งข้อ
ที่เอี้ยก้วยสามารถรวมพลังเหล่าจอมยุทธ์ต่อต้านมองโกลได้ก็เป็นเพราะเขาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้สักครึ่งข้อ เตี้ยบ่อกี้สามารถเป็นผู้นำพรรคจรัสได้นั้นเพียงเพราะเขาเคยสร้างบุญคุณให้กับเหล่าผู้นำพรรคจรัส มีตาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในพรรค มีประสบการณ์พิเศษที่ทุกคนในพรรคยอมรับ
และที่สำคัญที่สุดก็คือเตียบ่อกี้มีความเกี่ยวพันกับเตียซำฮงเจ้าสำนักบู๊ตึ้ง
ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้สามารถที่จะทำให้ภาพของพรรคจรัสที่เคยถูกประณามเป็นพวกมารดูดีขึ้นมาบ้างในสายตาของชาวยุทธ์.
แต่อำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงของพรรคมิได้อยู่ที่เตียบ่อกี้ อำนาจที่แท้กลับอยู่ที่กลุ่มผู้นำอันมีเอี้ยเซียวเป็นแกนหลัก ฉะนั้นเมื่อหมดภาระการขับไล่มองโกลแล้ว การลาออกจากหัวหน้าพรรคจรัสของเตียบ่อกี้จึงมิได้มีผู้ใดยับยั้งด้วยความบริสุทธิ์ใจนอกเหนือจากที่เป็นไปโดยมารยาทเท่านั้น
เมื่อเสร็จศึกมองโกลแล้ว
แม้จูหยวนจางจะไม่วางแผนสร้างความเข้าใจผิดต่อสมาชิกคนสำคัญพรรคจรัสอย่างเซี้ยหงอซุ่น
ชื้อตั๊ก หรือคนอื่นๆ หรือไม่ก็ตาม เตียบ่อกี้ก็คงไม่มีปรารถนาที่จะก้าวขึ้นสูบัลลังก์มังกร
การวางแผนของจูหยวนจางจึงเป็นเพียงการกระตุ้นให้เตียบ่อกี้สละตำแหน่งประมุขพรรคจรัสเร็วขึ้นเท่านั้นเอง ทั้งนี้เพราะเตียบ่อกี้ขาดคุณสมบัติทั้งสามประการข้างต้นนั่นเอง
กลุ่มผู้นำพรรคจรัสหลายคนมีคุณสมบัติทั้งสามประการข้างต้นอยู่บ้าง
แต่พวกเขาก็ยังคงมีไม่ครบทุกประการเหมือนจูหยางจาง บางคนอาจเหี้ยมโหดแต่ไม่กระสันอำนาจ บางคนอยากมีอำนาจแต่เสียที่ไม่มีความหนักแน่นพอ
บางคนอาจมีทั้งความกระสันทางการเมืองและมีความหนักแน่นเพียงพอ แต่เสียดายที่เขาตัดสินใจช้าไป ปล่อยให้จูหยวนจางแย่งยื้อเอาโอกาสไปเสียในที่สุด
เหล่านี้จึงประสานสอดคล้องกับความจริงทางประวัติศาสตร์ที่จูหยวนจางคือผู้ที่ได้รับอาณัติจากสวรรค์อย่างแท้จริง
แม้กิมย้งจะสร้างตัวละครต่างๆ ขึ้นมามากมาย
และใช้กลวิธีการประพันธ์จนสามารถทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพให้ดูคล้ายกับเป็นภาพแห่งความเป็นจริงในประวัติศาสตร์
ทำให้เหตุการณ์ในอดีตปรากฏอยู่ในจินตนาการของผู้อ่านได้อย่างแจ่มชัดราวกับว่าจะสามารถสร้างภาพแห่งความจริงให้ปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้อ่านได้ แต่ถึงที่สุดแล้ว “ภาพ”
ที่ปรากฏนั้นย่อมยากที่จะยืนยันว่านั่นคือความเป็นจริง เฉกเดียวกับภาพเหตุกาณ์ในประวัติศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์พยายามค้นหาหลักฐานมาปะติดปะต่อเข้าให้ดูเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีต
แต่มีใครบ้างที่จะสามารถยืนยันได้ว่าภาพเหล่านั้นเป็นความจริงทั้งหมด
เตียบ่อกี้ที่มีชีวิตชีวาโลดแล่นอยู่ในดาบมังกรหยก นับเป็นบุคคลที่ทุกคนยอมรับตรงกันว่าเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งที่กิมย้งเสกสรรปั้นแต่งขึ้นจากจินตนาการ
ในขณะที่ตัวละครอีกหลายตัวมีทั้งที่มีหลักฐานว่าเป็นบุคคลจริงที่มีชีวิตอยู่ในประวัติศาสตร์และเป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์สร้างขึ้น แต่ตัวละครที่สร้างจากบุคคลจริงมีส่วนใดคือความจริงส่วนใดคือความลวง มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้บ้าง !?
บางทีตัวละครที่เกิดจากจินตนาการล้วนๆ
ก็สามารถให้ความจริงที่เกี่ยวกับตัวละครที่สร้างจากบุคคลจริงๆ
เยี่ยงจูหยวนจางได้มากกว่าบุคลิกลักษณะที่กิมย้งสร้างขึ้นมาจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์เสียอีกก็ได้