วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 38


37
มังกรหยก :
การประสานความจริงเข้ากับความแต่งอย่างแนบเนียน
เน้นขับสาระความคิดเกี่ยวกับมนุษย์
สังคมและการเมืองให้เด่นล้ำ

มังกรหยกเป็นนิยายกำลังภายในสามเรื่องชุดของกิมย้ง  ซึ่งแต่ละภาคนั้นถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และภาพยนตร์โทรทัศน์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง  นับเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความนิยมอย่างสูงยากที่จะหานิยายประเภทเดียวกันเรื่องใดเทียบได้  นิยายมังกรหยกทั้งสามภาคนี้  กิมย้งเขียนขึ้นโดยอาศัยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาเป็นภูมิหลังของเรื่องดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว  ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อให้อ่านสนุกสนานได้รสตามแบบของนิยายกำลังภายใน  แต่ด้วยความสามารถในเชิงการประพันธ์จึงอาจที่จะกล่าวได้ว่า  กิมย้งได้ผสมผสานความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เขาหยิบเอามาเป็นภูมิหลังให้เข้ากับความแต่งที่เขาใช้จินตนาการเขียนขึ้นมาได้อย่างแนบแน่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน  มีความสมจริงสมจังราวกับว่าตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ นับเป็นการปลุกชีวิตและวิญญาณของประวัติศาสตร์จีนในยุคปลายสมัยราชวงศ์ซ่ง  จนถึงปลายสมัยราชวงศ์หยวนให้ลุกขึ้นมาโลดแล่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ระหว่างความแต่งกับความจริงนั้น  กิมย้งสามารถที่จะผสมผสานในส่วนที่เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กับเหตุการณ์ที่ดำเนินไปตามท้องเรื่องให้เป็นเนื้อเดียวกัน ให้ดูราวกับว่าเป็นเรื่องจริงได้อย่างดีเยี่ยม  อย่างเช่นในภาคแรกและภาคที่สอง  ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่กิมย้งนำมาแสดงไว้ในท้องเรื่องก็คือ เหตุการณ์ในตอนที่มองโกลโจมตีเมืองเซียงเอี๋ยง อันเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญของราชวงศ์ซ่งใต้  ในภาคแรกกิมย้งได้จับเอาเหตุการณ์ตั้งแต่เตมูจินหรือเจงกิสข่านดำเนินการรวบรวมชนเผ่ามองโกลทั้งหลายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  โดยสร้างตัวละครเอกคือก๊วยเจ๋งให้เป็น “ลูกจีน” ที่ได้ถือกำเนิดและเติบโตในดินแดนมองโกลเป็นผู้ช่วยเหลือที่สำคัญ
ต่อมาเมื่อมองโกลกับจีนได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมรบกับพวกกิมหรือแมนจู เจงกิสข่านก็ได้ก๊วยเจ๋งเป็นกำลังสำคัญ  โดยที่กิมย้งได้สร้างเงื่อนไขให้ก๊วยเจ๋งมีความแค้นต่อผู้นำคนสำคัญของแมนจูคือ “ง้วนอ้วนเลียก” โดยที่ง้วนอ้วนเลียกคือผู้ที่ฆ่าบิดาของเขาและทำให้มารดาของเขาต้องระหกระเหินจากแผ่นดินเกิดไปอยู่ในดินแดนมองโกล  ต่อมาเมื่อก๋วยเจ๋งรู้ว่าเจงกิสข่านมีแผนการที่จะยึดครองแผ่นดินจีน  เขาจึงหนีจากมองโกลกลับสู่แผ่นดินเกิด  และได้เป็นผู้นำชาวยุทธ์ในการดำเนินการต่อต้านมองโกลที่เมืองเซี่ยงเอี๊ยง  ซึ่งตามประวัติศาสตร์ การรบที่เมืองเซี่ยงเอี๊ยงครั้งสำคัญๆ หลายครั้งเกิดจากการอาสาของประชาชนด้วย  การให้ก๊วยเจ๋งเป็นผู้นำชาวยุทธ์ต่อต้านมองโกลที่เซียงเอี๋ยงจึงนับเป็นการผสมผสานความจริงกับความแต่งให้เข้ากันได้อย่างแนบเนียนยิ่งจุดหนึ่ง
ในตอนที่เซลุยผู้เป็นบุตรคนที่สี่ของเจงกิสข่าน และเป็นเพื่อนร่วมสาบานของก๊วยเจ๋งกำลังจะยกกองทัพเข้าโจมตีเซียงเอี๋ยงอยู่นั้นเจงกิสข่านก็เสียชีวิตลง  ตามความจริงในประวัติศาสตร์ก็ตรงกันกับในนวนิยาย ต่างกันเพียงแต่สถานที่เสียชีวิต  ในขณะที่ในเรื่องมังกรหยกเจงกิสข่านเสียชีวิตในดินแดนมองโกล  ส่วนในประวัติศาสตร์นั้นเจงกิสข่านเสียชีวิตที่ซีเซี่ย  ภายหลังจากโจมตีซีเซี่ยแตกแล้วและกำลังจะยกทัพกลับ  ในเรื่องมังกรหยกกิมย้งไม่ได้เอ่ยถึงสงครามซีเซี่ย  แต่จะอย่างไรก็คงมีความสมเหตุสมผล ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่เจงกิสข่านเสียชีวิตในดินแดนซีเซี่ยนั้น  พวกมองโกลพยายามปิดเป็นความลับ  โดยในการอัญเชิญศพกลับมองโกล ทหารมองโกลได้ฆ่าผู้ที่รู้เห็นเสียไม่น้อยเพื่อมิให้ข่าวรั่วไหล หลังจากที่เจงกิสข่านเสียชีวิตเชลุยก็ถอยทัพกลับ  ความสงบสุขจึงกลับมาสู่ชายแดนจีนอีกวาระหนึ่ง  มังกรหยกภาคแรกจึงจบลงตรงนี้
จากนั้นเรื่องราวของมังกรหยกภาคที่สองก็เริ่มขึ้นที่เอี้ยก้วยทายาทของเอี้ยคัง ซึ่งก๊วยเจ๋งและอึ้งย้งได้ให้การเลี้ยงดู  เนื่องจากความจริงในประวัติศาสตร์นั้นเป็นระยะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในมองโกล  เป็นผลให้มองโกลหยุดการรุกรานจีนอยู่ระยะหนึ่ง  กิมย้งจึงสามารถดึงเรื่องราวกลับสู่วงยุทธจักรได้อีกโดยมีเอี้ยก้วยเป็นตัวเอกเดินเรื่อง ความขัดแย้งและการคลี่คลายของโครงเรื่องที่ดำเนินไปทั้งหมดก็ผสานสอดคล้องกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์  อันสามารถบรรจบกันได้ระหว่างความจริงกับความแต่งในตอนท้ายเรื่อง  อันเป็นช่วงที่เหมิงเกอข่านขึ้นครองอำนาจในมองโกลและเริ่มรุกรานจีนอีกครั้งหนึ่ง ความขัดแย้งหลักในเรื่องมังกรหยกภาคสองนั้น  เป็นความขัดแย้งระหว่างเอี้ยก้วยกับก๊วยเจ๋งอึ้งย้ง  ซึ่งเป็นผลมาจากภาคแรกที่อึ้งย้งมีส่วนสำคัญในอันที่ทำเอี้ยคังผู้เป็นบิดาของเอี้ยก้วยต้องจบชีวิตลง แล้วจึงเป็นผลต่อเนื่องให้เอี้ยก้วยผูกใจเจ็บแค้นก๊วยเจ๋งอึ้งย้ง  และเมื่อเรื่องค่อยๆ คลี่คลายไปจนเอี้ยก้วยรับรู้ความจริงเกี่ยวกับบิดาของตนจนเลิกผูกใจเจ็บก๊วยเจ๋งอึ้งย้งในที่สุด  นอกจากนั้นแล้วเอี้ยก้วยก็มีส่วนเป็นอย่างมากในการคลี่คลายสลายปมขัดแย้งของเหล่าจอมยุทธ์ที่มีสืบเนื่องมาจากใภาคแรก อันส่งผลให้ตอนท้ายเรื่องที่กิมย้งนำไปผูกไว้กับประวัติศาสตร์ในตอนที่เหมิงเกอข่านยกทัพมาโจมตีเมืองเซียงเอี๋ยง  ก๊วยเจ๋งจึงได้อาศัยเงื่อนไขนี้รวบรวบชาวยุทธ์ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้  จนสามารถต่อสู้มองโกลผู้รุกรานแตกพ่ายกลับไป  สามารถป้องกันเมืองเซียงเอี๋ยงไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง  กำลังรบที่สำคัญของฝ่ายก๊วยเจ๋งนอกเหนือจากเหล่าจอมยุทธ์โดยทั่วไปแล้ว  ผู้ที่มีบทบาทมากก็คือเอี้ยก้วยซึ่งเหตุการณ์ในตอนนี้กิมย้งแต่งให้เอี้ยก้วยเป็นผู้สังหารเหมิงเกอข่าน  แต่ในความจริงนั้นเหมิงเกอข่านไม่ไดัเสียชีวิตที่เชียงเอี๋ยง  แต่เสียชีวิตในคราวบุกเสฉวนเพื่อโอบล้อมเข้าตีแผ่นดินจีนทางตะวันตกเฉียงใต้  ซึ่งในการสงครามที่เสฉวนคราวนั้น  แม่ทัพชาวจีนที่สำคัญนั้นแซ่เอี้ยนามบุ๋น ซึ่งตัวแม่ทัพเอี้ยบุ๋นผู้นี้แหละ  ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครอย่างเอี้ยก้วยในภาคที่สองนี้
การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของประวัติศาสตร์ในตอนนี้ของกิมย้ง  แม้ว่าจะทำให้ข้อเท็จจริงเสียไป (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผู้แต่งนิยายไม่มีความจำเป็นจะต้องยึดถือความจริงไปเสียทั้งหมด) แต่ก็ทำให้เนื้อเรื่องสมเหตุสมผลดีกว่าที่จะแต่งไปตามความเป็นจริงทั้งหมด  อีกทั้งยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงวีรกรรมของชาวเมืองเซียงเอี๋ยงซึ่งประวัติศาสตร์จีนได้บันทึกถึงความหาญกล้าในการต่อสู้กับมองโกลผู้รุกรานอย่างชัดเจน  อันเป็นการขับสาระแห่งความคิดรักชาติบ้านเมืองและการรวมตัวกันต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานของเหล่าวีรชนผู้ไม่มีชื่อบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์  เป็นการลุกฮือขึ้นต่อสู้กับผู้รุกรานของคนที่ไม่เคยคิดหวังผลตอบแทน  โดยแม้แต่ชื่อของตนเองก็ยังมิปรารถนาที่จะให้ใครได้รู้จัก  ไม่ว่าจะเป็นผู้คนในยุคสมัยนั้นหรือยุคสมัยต่อมาก็ตาม
มังกรหยกภาคสองจบลงตอนที่เหมิงเกอข่านเสียชีวิต  กองทัพมองโกลจำต้องยกกลับและเกิดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติกัน   เป็นผลให้ชายแดนด้านเหนือของจีนกลับเข้าสู่ภาวะสงบอีกครั้ง  ก่อนที่จะต้องเผขญหน้ากับการรุกรานในปีรุ่งขึ้น คือปี พ.ศ.1803  และเมืองเซียงเอี๋ยงอันเป็นฉากสำคัญของเรื่องมังกรหยกก็ถูกรุกรานในปี  พ.ศ.1810  ชาวเมืองได้รวมพลังกันต่อต้านอย่างทรหดอีกครั้งหนึ่ง  โดยสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้ถึง 6 ปี  แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้โดยที่ราชสำนักซึ่งไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแม้แต่น้อย  หลังจากนั้นอีก 6 ต่อมา คือในปี พ.ศ.1822 ราชวงศ์ซ่งใต้ก็จบบทบาททางประวัติศาสตร์ของตน  แผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของมองโกลหรือราชวงศ์หยวน
ส่วนในภาคที่สามหรือดาบมังกรหยกนั้น  เป็นเหตุการณ์การต่อสู้ขับไล่มองโกลในปลายสมัยราชวงศ์หยวน โดยเน้นบทบาทสำคัญของพรรคจรัสหรือเม้งก้า  อันเป็นกลุ่มต่อต้านมองโกลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์  ถือได้ว่าเป็นสมาคมลับในยุคแเรกๆ ของจีนที่มีพื้นฐานความคิดมาจากคำสอนของลัทธิแมนนี ซึ่งวิวัฒนาการมาจากศาสนาโชโรอัสเตอร์ของเปอร์เซีย
ก่อนจะว่าถึงเรื่องราวของพรรคจรัสที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีน ใคร่ขอแทรก เรื่องราวความเป็นมาของลัทธิแมนนีโดยย่อๆ พอประดับความรู้ดังนี้
ลัทธิแมนนีหรือแมนอิคีอิสม์ (Manihaeism) ออกเสียงเป็นภาษาจีนว่าม้อก้าหรือเม้งก้า เป็นลิทธิศาสนาที่รวมหลักศาสนาดังๆ เมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อน  อันได้แก่ศาสนาโชโรอัสเตอร์เป็นแกนหลัก  ประยุกต์เข้ากับคำสอนของศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์นิกายนอสติค (Gnostic Christ)  โดยท่านแมนนี (พ.ศ.7517) ชาวกรุงบาบิโลน ประเทศเปอร์เซีย  แมนนีได้เริ่มเผยแผ่ลัทธิศาสนาของท่านเมื่อท่านมีอายุได้ 27 ปี  โดยท่านได้เดินทางไปเผยแผ่ไปจนเอเซียกลาง  อินเดีย  และภาคตะวันตกของจีน  แล้วจึงกลับเปอร์เซียเมื่อปี พ.ศ.1813 เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอน  ท่านก็ถูกมะกีหรือพระแห่งศาสนาพื้นเมืองเบียดเบียน ทั้งยังถูกลงทัณฑ์ทรมานและถลก หนังจากพระเจ้าบาหรัมที่ 1 กษัตริย์แผ่นดินเปอร์เซียจนตายในที่สุด  ยังผลให้คัมภีร์ท่านศาสดาผู้นี้สูญหายไปทั้งหมด
หลักของลัทธิแมนนีเป็นประเภททวินิยมอันเชื่อในหลักการสองอย่าง คือเทพฝ่ายแสงสว่างและพญามารอันเป็นฝ่ายความมืด  หลักการของลัทธินี้เชื่อว่าในอดีตนั้นพญามารได้รุกรานอาณาจักรแห่งแสงสว่าง  เทพเจ้าแห่งแสงสว่างผู้สร้างมนุษย์คนแรกได้เข้าต่อสู้ด้วยจนพญามารพ่ายแพ้ไป แม้กระนั้นพญามารก็ได้กลืนเอาเนื้อหาของเสงสว่างไปไม่น้อย ข้าพเจ้าแสงเสงสว่างจึงพยายามบังคับให้พญามารคายออกมาให้จงได้ ส่งที่พญามารคายออกมาจึงเป็นพระอาทิตย์  พระจันทร์  ส่วนร่างของพญามารก็กลายเป็นโลก  ด้วยเหตุนี้โลกจึงประกอบไปด้วยทั้งสิ่งที่ดีแลชั่ว
ฉะนั้นลัทธิแมนนีจึงถือเป็นภาระที่จะทำให้เศษแห่งแสงสว่างที่ยังคงค้างอยู่ในโลก ได้หลุดพ้นไปจากโลกไปเก็บไว้ที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  เมื่อแสงสว่างนั้นบริสุทธิ์ก็จะกลับไปสู่แหล่งเดิมคือ “แนวแห่งความรุ่งโรจน์“ (ซึ่งน่าจะหมายถึงช้างช้างเผือกนั่นเอง)   หรือ “อาณาจักรแห่งแสงสว่าง”จากนั้นโลกซึ่งเป็นกายของพญามารก็จะถูกทำลายจนหมดสิ้น  คงเหลืออยู่ก็แต่อาณาจักรแห่งแสงสว่างแต่เพียงอย่างเดียว  
ลัทธิแมนนีเข้าไปมีบทบาทในประเทศจีนตั้งแต่ปี พ.ศ.1238 ถึง  พ.ศ.1388  ในรัชสมัยถังหวู่จงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง  ลัทธิแมนนีก็กลายเป็นลัทธินอกกฎหมาย  อันเนื่องมาจากคำสั่งของราชสำนัก  นับแต่นั้นมาลัทธิแมนนีก็เริ่มมีความเกี่ยวพันกับการเมืองมากขึ้น โดยคำสอนเน้นหนักในทางต่อต้านชนชั้นปกครองที่กดขี่  ทำให้ลัทธิแมนนีแพร่หลายไปในหมู่ของประชาชนผู้ถูกกดขี่อย่างรวดเร็ว  ถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง สาวกของลัทธินี้ได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธไว้ต่อต้านรัฐบาลโดยเฉพาะ  และได้ก่อเหตุจลาจลโค่นล้มรัฐบาลหลายครั้งด้วยกันแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งปลายสมัยราชวงศ์หยวนตามที่ปรากฏในดาบมังกรหยก
พวกเม้งก้าหรือพรรคจรัสในคาบมังกรหยกนั้น แม้ว่าจะมีหลักการที่ผิดเพื้ยนไปจากหลักของลัทธิแมนนีเดิมบ้าง  แต่ก็ถือได้ว่าหลักใหญ่ใจความสำคัญยังไม่เปลี่ยนแปลง  กล่าวคือยังมีความเชื่อในเรื่องเทพแห่งแสงสว่างแลพญามารแห่งความมืดอยู่  ส่วนข้อปฏิบัติปลีกย่อยมีความเชื่อของพุทธและเต๋าเข้าไปผสมอยู่มาก  สาวกของลัทธินี้เน้นการปฎิบัติตนไปในทางมังสวิรัติ คือ ไม่ดื่มสุรา ไม่ฆ่าสัตว์   รับประทานอาหารมังสวิรัต ไม่กินกระเทียมหรือสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมร้อนแรง  ปฎิบัติตนอย่างง่ายๆ สวมเสื้อผ้าที่ประหยัดซึ่งมักเป็นนุ่งขาวห่มขาว  เมื่อตายก็ประกอบพิธีศพอย่างง่ายๆ ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย
นอกจากนั้นแล้ว  ลักษณะที่เด่นชัดอีกประการหนึ่งของลัทธิแมนนีที่กิมย้งได้เน้นให้เห็นอย่างเด่นชัดในดาบมังกรหยกก็คือ  การยกย่องหญิงสาวที่ประพฤติพรหมจรรย์และมีความสามารถสูงให้เป็นใหญ่ คือเป็นประมุขของลัทธินี้   ซึ่งตามในเรื่องดาบมังกรหยกนั้นก็ระบุไว้ชัดเจนว่า  ลัทธิแมนนีในเปอร์เซียนั้นมีประมุขเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ และพรรคจรัสในจีนก็ถีอว่าเป็นสาขาหนึ่งของลัทธิแมนนีในเปอร์เซีย
            พรรคจรัสหรือเม้งก้าได้เข้ามาเกี่ยวพันกับการเมืองจีนโดยตรงในปลายสมัยราชวงศ์หยวน  เนื่องจากสาเหตุสำคัญคือพวกมองโกลนั้นได้กระทำการกดขี่ประชาชนอย่างรุนเรง  พวกเขาจึงพยายามรวมตัวกันประกาศคนเป็นกลุ่มต่อต้านมองโกลอย่างเปิดเผย  ในนามของกองทัพโพกผ้าแดงร่วมกับลัทธิบัวขาว  ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาให้การสนับ  ให้การสนับสนุนหันหลินเอ๋อ (ฮั่นลิ้มยี่) ทายาทของหานชันถงผู้อ้างคนว่าเป็นหลานทวดรุ่นที่ 8 ของจักรพรรดิองค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์ซ่ง   แต่ในเรื่องดาบมังกรหยกนั้นหานหลินเอ๋อเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น
ความแนบเนียนในการประสมประสานความแต่งกับความจริงทางประวัติศาสตร์ในภาคที่สามนี้  อาจกล่าวได้ว่ากิมย้งทำได้ดียิ่งสามารถที่จะผสมผสานพฤติกรรมของตัวละครที่สมมุติขึ้นกับตัวละครที่เป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์อย่างลงตัวเหมาะเจาะ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ก็มีความเกี่ยวพันกับตัวละครที่มีอยู่จริงอย่างแนบแน่น  ทั้งยังนำไปผูกไว้กับตัวละครและเหตุการณ์ที่สมมุติขึ้นอย่างมีเหตุมีผลสมจริงจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน  ดังจะเห็นได้ซัดเจนในหลายต่อหลายตอน  เช่น ในตอนที่เกี่ยวกับจูหยวนจางซึ่งมีฐานกำลังและประกอบวีรกรรมอยู่ทางภาคใต้นั้น  กิมย้งก็ให้ผู้อ่านได้รับรู้โดยผ่านการเล่าเหตุการณ์อันเป็นไปตามความจริงในประวัติศาสตร์โดยตัวละครตัวหนึ่ง  ให้สามารถนำมาบรรจบกับเหตุการณ์และตัวละครที่แต่งขึ้นคือ  เตียบ่อกี้และพลพรรคของพรรคจรัส  ดังนั้นสงครามระหว่างพรรคจรัสกับพวกมองโกลในตอนท้ายของเรื่อง อันเป็นผลให้ฝ่ายมองโกลเพลี่ยงพล้ำนั้น จึงเป็นการเปิดโอกาสให้จูหยวนจางสามารถที่จะเอาชัยต่อมองโกลได้  และฉกฉวยโอกาสที่เตียบ่อกี้เกิดความลังเลใจในการเลือกเอาระหว่างการเป็นประมุขพรรคจรัสกับการหลบลี้ไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับเตี๋ยวเมี่ยง- เจ้าหญิงมองโกล  จูหยวนจางจึงสามารถครอบครองกองกำลังของพรรคจรัสได้สำเร็จ  เตียบ่อกี้ได้หลุดพ้นออกจากเส้นทางการเมืองเรื่องอำนาจไปในที่สุด  อันเป็นการสอดคล้องกับความจริงทางประวัติศาสตร์  เพราะบนเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ย่อมไม่มีตัวตนของคนที่ชื่อเตียบ่อกี้ แต่บุคคลที่มีบทบาทในความเป็นจริงนั้นก็คือจูหยวนจางผู้สามารถใช้ศิลปะแย่งชิงอำนาจจากหันหลินเอ๋อ สามารถใช้กองกำลัง พรรคจรัสเป็นฐานกำลังรุกไล่มองโกลได้สำเร็จและตั้งตนเป็นจักรพรรดิสถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองจีน และเมื่อได้อำนาจทางการเมืองโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ขจัดพรรคจรัสให้หลุดพ้นไปจากวงจรอำนาจของตน
กิมย้งอาจสามารถดัดแปลงข้อปลีกย่อยในประวัติศาสตร์ให้ประสมประสานเข้ากับโครงเรื่องที่พยายามวางให้เดินไปตามแกนหลักที่เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน  จนอาจมีผู้หลงผิดคิดว่าเป็นเรื่องจริงได้  ฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะยึดถือเหตุการณ์ในเรื่องว่าเป็นเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์  ทั้งตัวของผู้ประพันธ์เองก็คงจะมิได้หวังที่จะให้เป็นเช่นนั้น  แต่สิ่งที่เราอาจจะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ประพันธ์มุ่งหวังแลต้องการเสนอก็คือ ผู้ประพันธ์ต้องการเสนอความคิดที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ในประวัติศาสตร์ และสัจธรรมแห่งการต่อสู้ทางการเมืองในประวัติศาสตร์ไว้อย่างชัดเจน
ในภาคที่หนึ่ง กิมยังได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านตัวเอกคือก๊วยเจ๋ง ซึ่งสร้างให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรมตามแบบฉบับของวีรบุรุษชาวจีนทั่วๆ ไป  โดยส่วนตัวก๊วยเอ๋งเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ และกตัญญรู้คุณ  ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียวที่คุณธรรมด้านนี้ของก๊วยเจ๋งได้รับการฝึกอบรมจากผู้เป็นมารดา  จนกลายเป็นคุณลักษณะประจำตัวที่เด่นชัดขึ้นตามลำดับ  โดยมีเอี้ยคังเป็นตัวเปรียบเทียบ ให้ขับความเด่นของก๊วยเจ๋งให้ปรากฏแจ่มจ้าขึ้นอีก  แต่จะอย่างไรก็ตาม คุณธรรมเหล่านี้ก็หาได้เหนือไปกว่า “ความรักชาติ” ไม่  ดังนั้นถึงแม้ก๊วยเจ๋งจะได้รับการเลี้ยงดูอุปการะเป็นอย่างดีจากเจงกิสข่านจนกลายเป็นบุญคุณที่ก๊วยเจ๋งสำนึกอยู่ตลอดเวลา  จึงไม่แปลกอะไรเลยที่ก๊วยเจ๋งจะช่วยเจงกิสข่านปราบวาชือจือมอ และปราบพวกแมนจูตามที่เจงกิสข่านต้องการ  แต่เมื่อเขารู้ว่าเจงกิสข่านจะยกทัพบุกจีน  เขาก็พร้อมที่จะสู้รบกับเจงกิสข่านผู้มีพระคุณและเซลุยผู้เป็นเพื่อนร่วมสาบาน  ทั้งนี้เพราะคุณธรรมสูงสุดนั้นก็คือ ความรักชาติ  ความเสียสละที่มีต่อชาติบ้านเมือง
หากเมื่อมองก๊วยเจ๋งโดยเปรียบเทียบกับเอี้ยก้วยในภาคที่สอง  เราจะพบว่าโดยแท้จริงแล้ว ความคิดรักชาติบ้านเมืองของก๊วยเจ๋งนั้นอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาและทุกคนที่มีคุณธรรมจักต้องกระทำเช่นนี้  แต่สำหรับเอี้ยก้วยผู้ยึดถือในลัทธิปัจเจกชนนิยม  ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางสังคม  จนอาจกล่าวได้ว่าเขานั้นมิใช่วีรบุรุษผู้ทรงคุณธรรมตามแบบของขงจื๊อ  มิใช่วีรบุรุษผู้กล้าที่ทรงคุณธรรมในยุทธจักร  แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วคนอย่างเอี้ยก้วย(รวมทั้งอึ้งเอี๊ยะชือ) ก็พร้อมที่จะเสียสละเพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองเหมือนกับคนอื่นๆ  นี่ยิ่งเป็นข้อสรุปได้ว่า  ความรักชาติบ้านเมืองและการต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานนั้นเป็นคุณธรรมสูงสุดที่ทุกคนจักต้องกระทำไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม และเมื่อถึงภาคที่สามเราก็จะพบว่า แม้บุคคลที่ถูกคนทั่วไปประณามว่าเป็นคนเลวทรามต่ำช้าอย่างสมาชิกพรรคจรัสนั้นเล่าก็มีความรักชาติบ้านเมืองไม่ด้อยไปกว่าบุคคลที่ได้รับการยกย่องหรือย่องตนเองว่าเป็นคนดีแต่อย่างใด   ทั้งยังเป็นความรักชาติและกระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยไม่หวังส่งตอบแทนใดๆ  แม้กระทั่งคำยกย่องเยินยอหรือชื่อเสียง         
ทั้งก๊วยเจ๋ง เอี้ยก้วยและเตียบ่อกี้  ล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีความรักชาติบ้านเมืองอย่างแรงกล้า  และกระทำการเพื่อชาติโดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งไม่มีความกระสันที่จะมีอำนาจทางการเมืองทั้งๆ ที่มีโอกาส  ทั้งนี้เพราะในทัศนะของกิมย้งแล้ว  บุคคลเหล่านี้ล้วนดีเกินไป  จึงไม่มีลักษณะของความเป็น “นักการเมือง” อยู่ในตัว  ดังที่เขาให้ข้อสรุปเกี่ยวกับเตียบ่อกี้ไว้ในบันทึกท้ายเรื่องดาบมังกรหยกตอนหนึ่งว่า
ประวัติศาสตร์ทางการเมือง 3000 ปีของจีนได้สร้างข้อสรุปไว้เช่นนี้แล้วผู้นำทางการเมืองที่ป่ระสบความสำเร็จของจีนนั้น  มีเงื่อนไขข้อแรกคือ“หนักแน่น” กินความถึงความหนักแน่นในการควบคุมตัวเอง  หนักแน่นที่จะอนุโลมตามคนอื่น(เพื่อรักษาอำนาจของตัว-ผู้แปล) และหนักแน่นเหี้ยมโหดต่อศัตรูทางการเมือง  เงื่อนไขข้อสองคือ “ตัดสินใจแจ่มชัดฉับไว”  และข้อสามคือ “กระสันอำนาจอย่างแรงกล้า”
 ( สำนวนแปล : ถาวร   สิกขโกศล ใน สะกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก” )
ก๊วยเจ๋งอาจจะมีอยู่บ้างสักครึ่งข้อ  แต่ที่เขาสามารถเป็นผู้นำชาวยุทธ์ในการต่อต้านมองโกลได้  เพราะเขามีวิทยายุทธ์สูงและมีภรรยาคืออึ้งย้งผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นผู้คอยให้การช่วยเหลือ  แต่สำหรับเอี้ยก้วยและเตียบ่อกี้แล้ว  มิมีแม้เพียงครึ่งข้อ  ที่เอี้ยก้วยสามารถรวมพลังเหล่าจอมยุทธ์ต่อต้านมองโกลได้ก็เป็นเพราะเขาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้สักครึ่งข้อ  เตี้ยบ่อกี้สามารถเป็นผู้นำพรรคจรัสได้นั้นเพียงเพราะเขาเคยสร้างบุญคุณให้กับเหล่าผู้นำพรรคจรัส  มีตาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในพรรค  มีประสบการณ์พิเศษที่ทุกคนในพรรคยอมรับ  และที่สำคัญที่สุดก็คือเตียบ่อกี้มีความเกี่ยวพันกับเตียซำฮงเจ้าสำนักบู๊ตึ้ง ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้สามารถที่จะทำให้ภาพของพรรคจรัสที่เคยถูกประณามเป็นพวกมารดูดีขึ้นมาบ้างในสายตาของชาวยุทธ์.  แต่อำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงของพรรคมิได้อยู่ที่เตียบ่อกี้  อำนาจที่แท้กลับอยู่ที่กลุ่มผู้นำอันมีเอี้ยเซียวเป็นแกนหลัก  ฉะนั้นเมื่อหมดภาระการขับไล่มองโกลแล้ว  การลาออกจากหัวหน้าพรรคจรัสของเตียบ่อกี้จึงมิได้มีผู้ใดยับยั้งด้วยความบริสุทธิ์ใจนอกเหนือจากที่เป็นไปโดยมารยาทเท่านั้น
เมื่อเสร็จศึกมองโกลแล้ว  แม้จูหยวนจางจะไม่วางแผนสร้างความเข้าใจผิดต่อสมาชิกคนสำคัญพรรคจรัสอย่างเซี้ยหงอซุ่น ชื้อตั๊ก หรือคนอื่นๆ หรือไม่ก็ตาม  เตียบ่อกี้ก็คงไม่มีปรารถนาที่จะก้าวขึ้นสูบัลลังก์มังกร  การวางแผนของจูหยวนจางจึงเป็นเพียงการกระตุ้นให้เตียบ่อกี้สละตำแหน่งประมุขพรรคจรัสเร็วขึ้นเท่านั้นเอง  ทั้งนี้เพราะเตียบ่อกี้ขาดคุณสมบัติทั้งสามประการข้างต้นนั่นเอง
กลุ่มผู้นำพรรคจรัสหลายคนมีคุณสมบัติทั้งสามประการข้างต้นอยู่บ้าง  แต่พวกเขาก็ยังคงมีไม่ครบทุกประการเหมือนจูหยางจาง  บางคนอาจเหี้ยมโหดแต่ไม่กระสันอำนาจ  บางคนอยากมีอำนาจแต่เสียที่ไม่มีความหนักแน่นพอ  บางคนอาจมีทั้งความกระสันทางการเมืองและมีความหนักแน่นเพียงพอ  แต่เสียดายที่เขาตัดสินใจช้าไป  ปล่อยให้จูหยวนจางแย่งยื้อเอาโอกาสไปเสียในที่สุด เหล่านี้จึงประสานสอดคล้องกับความจริงทางประวัติศาสตร์ที่จูหยวนจางคือผู้ที่ได้รับอาณัติจากสวรรค์อย่างแท้จริง
แม้กิมย้งจะสร้างตัวละครต่างๆ ขึ้นมามากมาย และใช้กลวิธีการประพันธ์จนสามารถทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพให้ดูคล้ายกับเป็นภาพแห่งความเป็นจริงในประวัติศาสตร์  ทำให้เหตุการณ์ในอดีตปรากฏอยู่ในจินตนาการของผู้อ่านได้อย่างแจ่มชัดราวกับว่าจะสามารถสร้างภาพแห่งความจริงให้ปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้อ่านได้  แต่ถึงที่สุดแล้ว “ภาพ” ที่ปรากฏนั้นย่อมยากที่จะยืนยันว่านั่นคือความเป็นจริง  เฉกเดียวกับภาพเหตุกาณ์ในประวัติศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์พยายามค้นหาหลักฐานมาปะติดปะต่อเข้าให้ดูเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีต  แต่มีใครบ้างที่จะสามารถยืนยันได้ว่าภาพเหล่านั้นเป็นความจริงทั้งหมด
เตียบ่อกี้ที่มีชีวิตชีวาโลดแล่นอยู่ในดาบมังกรหยก  นับเป็นบุคคลที่ทุกคนยอมรับตรงกันว่าเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งที่กิมย้งเสกสรรปั้นแต่งขึ้นจากจินตนาการ  ในขณะที่ตัวละครอีกหลายตัวมีทั้งที่มีหลักฐานว่าเป็นบุคคลจริงที่มีชีวิตอยู่ในประวัติศาสตร์และเป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์สร้างขึ้น  แต่ตัวละครที่สร้างจากบุคคลจริงมีส่วนใดคือความจริงส่วนใดคือความลวง  มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้บ้าง !?
บางทีตัวละครที่เกิดจากจินตนาการล้วนๆ ก็สามารถให้ความจริงที่เกี่ยวกับตัวละครที่สร้างจากบุคคลจริงๆ เยี่ยงจูหยวนจางได้มากกว่าบุคลิกลักษณะที่กิมย้งสร้างขึ้นมาจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์เสียอีกก็ได้

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 37


36
การต่อต้านการกดขี่และการลุกขึ้นสู้ของชาวจีนสมัยหยวน
จากดาบมังกรหยกถึงวีรบุรุษจอมราชัน

หลังจากที่ยึดครองจีนได้หมดแล้ว กุบไลข่านก็ได้ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิตามคตินิยมของชาวจีน  เฉลิมพระนามตนเองตามแบบจีนว่าจักรพรรดิหยวนซื่อจู่หรือหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้  ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ปักกิ่ง  หลังจากสิ้นรัชสมัยของกุบไลข่าน อันเป็นยุคที่ราชวงศ์หยวนมีความเจริญสูงสุดแล้ว  ก็มีจักรพรรดิขึ้นปกครองจีนตามลำดับอีกรวม 10 พระองค์  เป็นเวลาทั้งสิ้น 90 ปี ก็ถึงกาลสิ้นราชวงศ์
ตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ราชวงศ์หยวนปกครองจีนนั้น  ถือได้ว่าเป็นยุคแห่งความเจ็บแค้นของชาวจีน  ทั้งนี้เพราะชาวจีนถูกกดขี่ข่มเหงในทุกๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือทางด้านการเมือง  คนจีนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศถูกลดเป็นพลเมืองชั้นที่สามและสี่  อันมีฐานะทางสังคมที่ต่ำต้อยกว่าชาวมองโกลซึ่งเป็นพลเมืองชั้นที่หนึ่ง  มีอภิสทธิ์สูงสุดถึงขนาดมีสิทธิที่จะทุบตีหรือแม้แต่ฆ่าคนจีนได้  หากถือว่าเป็นความผิดก็จะได้รับโทษแค่ชดใช้ด้วยเงินเท่านั้น  นอกจากนั้นแล้วพวกมองโกลยังยกให้ชนชาวต่างชาติในแถบตะวันตกของจีนที่เคยเป็นพันธมิตรกับมองโกล  เป็นพลเมืองชั้นที่สองที่มีฐานะสูงกว่าชาวจีนโดยทั่วๆ ไปเสียอีก
ส่วนในราซสำนักหยวนนั้น  ถึงแม้ราชวงศ์หยวนจะรับเอาวัฒนธรรมจีนไปใช้อย่างเต็มที่ในรัชสมัยของจักรพรรดิหยวนเหยินจง(พ.ศ.1854-1863) แต่ราซสำนักก็หาได้ให้ความไว้วางใจให้ชาวจีนได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ ไม่  ดังนั้นในราชสำนักจึงเต็มไปด้วยขุนนางข้าราซการที่เป็นชาวต่างชาติ  ไม่ว่าจะเป็นพวกซิตัน ธิเบต แมนจู อาหรับและเปอร์เซีย ตลอดจนชาวตะวันตกอย่างอิตาลีและฝรั่งเศส เป็นต้น  ซึ่งหากมองในแง่ดีก็มีผลดีในแง่ของการนำเอาความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ ตลอดจนวิทยาการในการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเช่นปืนใหญ่เข้ามา  แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น  หลังจากสิ้นรัชสมัยกุบไลข่านแล้ว  ภายในราชสำนักก็มีเหตุวุ่นวายอยู่ตลอดอันเนื่องมาจากเกิดการแก่งแย่งราชบัลลังก์กันทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาล ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นเหตุวุ่นวายที่รุนแรงถึงขั้นเกิดเป็นสงครามกลางเมืองก็มี
เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การรวมตัวกันของชาวจีนในระดับต่างๆ เพื่อลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่และอำนาจรัฐของมองโกลทั่วทุกหัวระแหง  จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิหยวนหุ้ยจงหรือจักรพรรดิซุ่นตี้ (พ.ศ.1877-1913) อันเป็นรัชกาลสุดท้ายของราชวงศ์  ก็มีเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งกาลอวสานของราชวงศ์หยวน นั่นก็คือในปี พ.ศ.1886 แม่น้ำหวงเหอได้เกิดอุทกภัยขึ้นแล้วตามด้วยทุพภิกขภัยต่อเนื่องกัน ยังผลให้ชาวนาต้องอดอยากยากจนและถึงแก่ความตายก็มาก มิหนำซ้ำก็ยังถูกเกณฑ์แรงงานไปขุดซ่อมคลองต้ายุ่นเหอที่ตื้นเขินอีก ทำให้ชาวนาต้องประสบกับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง  กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่โหมให้ไฟขบถลุกลามไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกองทัพขบถขึ้นหลายกลุ่มด้วยกัน  ซึ่งกลุ่มที่สำคัญคือ
1.กลุ่มของฉีเส้าฮุย  ซึ่งตั้งคนเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองฉีซุ่ย  ต่อมาฉีเส้าฮุยก็ถูกเฉินอิ่วเหลียง (ตั้งอิ้วเลี้ยง-ศิษย์ของเซ้งคุนในเรื่องดาบมังกรหยก) นายทหารในสังกัดวางแผนสังหารแย่งการนำตั้งตนเป็นใหญ่แทน
2.กลุ่มกองทัพโพกผ้าแดง ซึ่งมีหันซานถงและหลิวฟุตงเป็นผู้นำ กลุ่มนี้มีฐานกำลังสำคัญที่เป็นพลพรรคของสมาคมบัวขาว (ไป๋เหลียนเจื้ยว) และพลพรรคลัทธิเม้งก้า(พรรคจรัสในดาบมังกรหยก)  หันชานถงนั้นอ้างตัวว่าเป็นหลานทวดรุ่นที่ 8 ของซ่งฮุ่ยจงฮ่องเต้  จักรพรรดิองค์ที่ 8 แผ่นดินราชวงศ์ซ่งเหนือ  หลังจากที่หันชานถงเสียชีวิตลง  บุตรชายนามหันหลินเอ๋อก็ได้เป็นผู้นำต่อมา  หันหลินเอ๋อผู้นี้ก็คือฮั่นลิ้มยี่ในดาบมังกรหยกนั่นเอง
3.กลุ่มของกว๋อจื่อซิงที่เมืองโหวโจว กลุ่มนี้นั้นถือได้ว่าเป็นสายหนึ่งของกองทัพโพกผ้าแดง  หลังจากที่กว๋อจื่อจงเสียชีวิตลงในราวปี พ.ศ.1898  จูหยวนจางจึงได้เข้ายึดกุมอำนาจทั้งหมดไว้ได้ บุคคลสำคัญของกลุ่มนี้นอกจากจูหยวนจางแล้วก็มีฉางอวี่ซุนและสีต๋าที่เป็นเพื่อนร่วมสาบาน  ซึ่งก็คือจูง่วนเจียง เซี้ยหงอซุ่น และชื้อตั๊กในเรื่องดาบมังกรหยกนั่นเอง
ต่อมาหันหลินเอ๋อได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “เสี่ยวหมิงหวาง”- กษัตริย์แสงสว่างองค์เล็ก  แต่ด้วยที่เป็นคนด้อยความสามารถ ดังนั้นจึงถูกจูหยวนจางกำจัดเสียพร้อมๆ กับหลิวฟุตง  หลังจากนั้นจูหยวนจางจึงกลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นของพลพรรคโพกผ้าแดงแต่เพียงผู้เดียว
4.กลุ่มที่มีจางสื้อเฉิงเป็นผู้นำ  กลุ่มนี้ครอบครองพื้นที่แถบเมืองผิงเจียง  มีอิทธิพลแผ่กว้างครอบคลุมแถบเมืองซูโจวและหังโจว
5.กลุ่มที่มีฟางกั๋วเจินเป็นผู้นำ กลุ่มนี้ตั้งมั่นและมีอิทธิพลครอบคลุมดินแดนจีนภาคใต้
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงนี้  กิมย้งได้นำไปเป็นเค้าโครงเรื่องมังกรหยกภาคสาม ที่เน้นให้เห็นถึงบทบาทในการต่อต้านมองโกลของพรรคจรัสที่มีเตียบ่อกี้เป็นผู้นำ   นอกจากนั้นแล้วเหตุการณ์ในช่วงเดียวกันนี้ก็มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์แล้วอย่างน้อยสองเรื่อง คือ “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม ภาค 1” ซึ่งเป็นการสร้างจากชีวประวัติของจางซันฟง (เตียซำฮง) ผู้วางรากฐานวิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึ้ง แต่เนื้อเรื่องก็เน้นให้เป็นถึงการก่อขบถของจูหยวนจางอย่างชัดเจนมาก และเรื่อง“วีรบุรุษจอมราชัน”  ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้รายละเอียดของชองชีวิตและการไต่เต้าทางการเมืองจากสามัญชนสู่จักรพรรดิ  จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตอันโดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกรของจูหยวนจาง
จูหยวนจางเกิดในตระกูลชาวนายากจนเมื่อปี พ.ศ.1871 ทวดและปู่เคยเป็นทาสติดที่นาของเจ้าที่ดิน  บิดาเคยโยกย้ายไปทำมาหากินในหลายต่อหลายถิ่นด้วยความยากจน  จนกระทั่งภายหลังไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองหังโจว  จูหยวนจางมีพี่ชาย 3 คน  เขาเป็นคนสุดท้อง  ในวัยเด็กนั้นเคยเป็นเด็กเลี้ยงวัวของเศรษฐี  และมีตำนานเล่าว่าจูหยวนจางและเพื่อนๆ ได้ลักวัวเศรษฐีมาฆ่ากินด้วยความอดอยาก เตียบ่อกี้ในเรื่องดาบมังกรหยกก็ได้มีโอกาสรู้จักกับจูหยวนจางในตอนนี้เอง
พอจูหยวนจางอายุได้  16 ปี  เกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาดอย่างรุนแรง  พ่อแม่และพื่ชายเสียชีวิตเกือบหมด คงเหลืออยู่ก็แต่จูหยวนจางและพื่ชายคนรองเท่านั้น ทั้งสองเลยต้องประกอบอาชีพขอทาน  เร่ร่อนขออาหารไปจนกระทั่งถึงวัดหวังเจียวซื่อและบวชเป็นสามเณรอยู่ที่นั่น แต่ก็ใช่ว่าความอดอยากจะหมดไป   ไม่ทั้งนี้เพราะวัดเองก็ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ  ดังนั้นจูหยวนจางจึงต้องออกภิกขาจารไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องสึกและไปสมัครเป็นทหารในกองทัพโพกผ้าแดงที่มี กว๋อจื่อซิงเป็นหัวหน้าเมื่ออายุได้ประมาณ 24  ปีในราว พ.ศ.1895
ในภาพยนตร์ชุดวีรบุรุษจอมราชันได้เพิ่มเกร็ดชีวิตของจูหยวนจางก่อนที่จะไปสมัครเป็นทหารในกองทัพของกว๋อจื่อซิงไว้หลายตอน เช่น ในระหว่างที่บวชอยู่ที่วัดหวังเจียวซื่อ  จูหยวนจางได้พบกับเกาปิงอดีตขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชวงศ์ซ่ง  ด้วยปณิธานที่จะต่อสู้ขับไล่มองโกลผู้รุกราน  ทำให้เกา ปิงตัดสินใจสอนวิชาการต่อสู้ให้ พร้อมทั้งมอบตราหยกและพระบรมราชโองการให้เก็บรักษาไว้  เพื่อส่งมอบให้กับผู้มีบารมีที่สามารถเป็นกษัตริย์ได้ต่อไป จากนั้นจูหยวนจางก็ได้พบกับสีต๋าในตอนที่ถูกเกณฑ์ไป่สร้างเขื่อน ทั้งสองได้สาบานเป็นพี่น้องกันและวางแผนหลบหนีจนพลัดพรากจากกัน จูหยวนจางเองต้องตกไปอยู่ในชุมโจร  เมื่อชุมโจรถูกพวกมองโกลยกกำลังเข้าโจมตีแตก จูหยวนจางก็ได้กำลังกองโจรจำนวนหนึ่งเป็นพรรคพวกพากันหลบหนีทหารมองโกลไปได้ จนได้พบกับสีต๋าอีกครั้ง  จากนั้นจึงพากันไปสมัครเป็นทหารต่อต้านมองโกลในกองทัพของกว๋อจื่อซิง
ในกองทัพของกว๋อจื่อซิง ถึงเแม้ว่าจูหยวนจางจะถูกกลั่นแกล้งจากลูกชายทั้งสองของกว๋อจื่อซิง แต่ตัวของกว๋อจื่อซิงเองยังมีความไว้วางใจที่หยวนจางเป็นคนเฉลียวฉลาด  มีไหวพริบและมีความกล้าหาญในการสู้รบ  จึงรับจูหยวนจางไว้เป็นนายทหารคนสนิทและยกลูกสาวบุญธรรมให้เป็นภรรยา  หลังจากที่กว๋อจื่อซิงเสียชีวิตในปี พ.ศ.1898  กองทัพของกว๋อจื่อซิงทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจูหยวนจาง  ในขณะเดียวกันหลิวฟุตงที่นำกำลังโพกผ้าแดง บุกพิชิตเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือได้หลายเมือง  จากนั้นก็ได้สถาปนาหันหลินเอ๋อบุตรชายของหันชานถงขึ้นเป็นกษัตริย์เสี่ยวหมิงหวาง  จูหยวนจางซึ่งขณะนั้นถือได้ว่าเป็นผู้นำของกองกำลังหลักกองทัพโพกผ้าแดงทางภาคใต้แทนกว๋อจื่อซิง  ก็รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารผู้ช่วยฝ่ายซ้ายของเสี่ยวหมิงหวาง  (คือผู้ช่วยอัครเสนาบดีกลาโหมนั่นเอง)
             ในปี พ.ศ.1899 จูหยวนจางสามารถยึดเมืองหนานจิง (นานกิง) ได้  ถึงตอนนี้แม้ว่าจูหยวนจางจะมีกองกำลังที่เข้มแข็งพอที่จะปราบกองกำลังกู้ชาติก๊กต่างๆ  ลงได้โดยไม่ยากนัก  แต่เขาก็ยังมิได้ตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ดังที่ผู้นำของก๊กอื่นๆ นิยมกระทำกัน  เขายังคงแสดงออกให้เห็นว่าเขายังยอมรับฐานะของกษัตริย์เสี่ยวหมิงหวางอยู่  ทั้งนี้เพราะจูหยวนจางเชื่อในคำแนะนำของจู่เซิง-ปราชญ์เฒ่าผู้แสวงหาความสงบวิเวกแห่งเขาหนานซาน(่ซึ่งจูหยวนจางได้เดินทางไปเสาะหาหลังเสร็จภาระการพิชิตหนานจิง) ที่บอกว่า “สร้างปราการให้แน่นหนา พัฒนาเศรษฐกิจให้มั่นคง อย่าเพิ่มรีบตั้งตนเป็นกษัตริย์” ด้วยคำแนะนำนี้-จูหยวนจางจึงได้เร่งดำเนินการสร้างกลไกในการปกครองทั้งทางฝ่ายทหารและพลเรือนให้มั่นคง โดยให้อำนาจทั้งหมดนั้นขึ้นตรงต่อตนเพียงคนเดียว  จากนั้นก็ให้มีการพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนอยู่ดีกินดีโดยทั่วหน้า ปรับปรุงกองทัพให้มีความเข้มแข็ง และพยายามเสาะแสวงหาปราชญ์และผู้มีความสามารถในด้านต่างๆ มารับราชการ  นับเป็นการวางแผนระยะยาวในการรวมประเทศให้เป็นเอกภาพอย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
หลังจากที่ได้พัฒนากองทัพให้มีความเข้มแข็งขึ้นแล้ว  จูหยวนจางก็ดำเนินการปราบปรามกองกำลังต่อต้านมองโกลก๊กต่างๆ โดยในปี พ.ศ.1906 สามารถพิชิตเฉินอิ่วเหลียงลงได้  ในปี พ.ศ.1907 จู่หยวนจางก็ตั้งตนเป็นหวางปกครองหนานจิง  ถึงปี พ.ศ.1910 นครไคเฟิงที่กองทัพโพกผ้าแดงยึดกลับมาได้นั้นกลับถูกทหารมองโกลยึดไปได้อีก  หลิวฟุตงเสียชีวิตในสมรภูมิ  จูหยวนจางจึงส่งทหารไปให้การคุ้มครองเสี่ยวหมิงหวาง  แต่แทนที่จะให้การคุ้มครองเป็นอย่างดีกลับวางแผนสังหาร โดยที่จูหยวนจางได้วางแผนสังหารเสี่ยว หมิงหวางด้วยการสั่งให้สมุนของตนล่มเรือที่ประทับของเสี่ยวหมิงหวางในขณะที่สด็จประทับเรือข้ามแม่น้ำฉางเจียง  ต่อมาในปี พ.ศ.1910 ก็สามารถพิชิตจางสื้อเฉิงได้สำเร็จ ในที่สุดบรรดากองกำลังต่อต้านมองโกลที่เข้มแข็งต่างๆ ก็ถูกจูหยวนจางปราบปรามลงได้หมด  กองทัพของจูหยวนจางจึงยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นจนไร้คู่แข่งแย่งจงอำนาจที่เข้มแข็งอีกต่อไป  จากนั้นจูหยวนจางจึงเตรียมการยกทัพขึ้นเหนือเพื่อขับไล่มองโกลต่อไป
ในปี พ.ศ.1911 จูหยวนจางก็ยกกองทัพที่มีกำลังทหารถึง 250,000 คนบุกขึ้นเหนือ  ยกกองทัพเป็น 3 กอง  เดินเป็นสามเส้นทาง  มุ่งตรงสู่เมืองหลวงต้าตูของมองโกลโดยพร้อมเพรียงกัน  กองทัพของมองโกลนั้นแม้ว่าจะมีความสามารถในเชิงยุทธ์สูง  แต่ในยามที่จักรพรรดิไร้ความสามารถและไม่มีแม่ทัพที่เก่งกาจก็เป็นเสมือนมังกรไร้เศียร  ฉะนั้นชั่วระยะเวลาเพียงไม่นานเมืองต้าตูก็แตก จักรพรรดิชุ่นตี้และข้าราชบริพารหลบหนีออกจากต้าตู กลับกลับสู่ดินแดนมองโกลอย่างไม่คิดชีวิต หลังจากที่ยึดเมืองได้แล้วจูหยวนจางก็ให้เปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่เป็นเป่ยผิง (ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเป่ยจิงหรือปักกิ่ง) ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงเหนือให้คู่กับเมืองหนานจิงแปลว่าเมืองหลวงใต้
เมื่อขับไล่มองโกลพ้นไปจากแผ่นดินจีนแล้ว จูหยวนจางก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิทรงพระนามว่าหงหวู่  ก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองแผ่นดินจีน  ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่หนานจิง  จากนั้นจึงได้ทำสงครามต่อเนื่องกันนานถึง 20 ปี ปราบปรามทั้งข้าศึกภายนอกและเสี้ยนหนามภายในจนหมดสิ้น จึงสามารถรวมจีนเป็นเอกภาพและปึกแผ่นได้สำเร็จ  ในเรื่องดาบมังกรหยก บทบาทของจูหยวนจางมีกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเพียงไม่กี่ตอนเท่านั้น โดยให้น้ำหนักไปที่เซี้ยหงอซุ่นมากกว่า ซึ่งตามความจริงทางประวัติศาสตร์ได้มีบันทึกไว้ว่า  ก่อนที่จูหยวนจางจะได้เป็นจักรพรรดิ เคยเป็นสมาชิกลัทธิเม้งก้าหรือพรรคจรัสมาก่อน  โดยเป็นสมาชิกพรรคจรัสที่ก่อการอยู่ในภาคใต้  บทบาทของกลุ่มจูหยวนจางมีกลุ่มบุคคลที่อยู่ในระดับนำคือจูหยวนจาง เซี้ยหงอซุนและชื้อตั๊ก (สีต๋า)
ส่วนในเรื่อง “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม” แม้ว่าเนื้อเรื่องจะเน้นเกี่ยวกับชีวประวัติของเตียซำฮงหรือจางซันฟงผู้ก่อตั้งสำนักบู๊ตึ้งก็ตาม  แต่เนื้อหามากกว่า-ครึ่งหนึ่งเน้นที่บทบาทในการขับไล่มองโกลของจูหยวนจาง  ซึ่งเตียซำฮงก็ได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือจูหยวนจางกู้ชาติด้วย  ข้อเท็จจริงตามเรื่องนี้จึงค่อนข้างจะสับสนในแง่ของเวลาและบทบาทสำคัญของเตียซำฮง ทั้งนี้เพราะตามประวัติบางสำนวนที่เชื่อถือได้และยอมรับกันโดยทั่วไปนั้น  เตียซำฮงเป็นคนในสมัยปลายราชวงศ์ซ่งดังนั้นในตอนที่จูหยวนจางก่อการกู้ชาติอายุของเตียซำฮงก็คงจะเหยียบร้อยไปแล้ว  ในขณะที่ในเรื่องฤทธ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้มนั้นเตียซำฮงยังอยู่ในวัยหนุ่ม  ดังนั้นรายละเอียดเกี่ยวกับเตียซำฮงในเรืองดาบมังกรหยกจึงน่าเชื่อถือมากกว่า
สำหรับเนื้อเรื่องของวีรบุรุษจอมราชันจะเน้นชีวประวัติของจูหยวนจางโดยตรง  จึงมีรายละเอียดที่ค่อนข้างจะตรงกับความจริงมากกว่า  แม้ว่าจะมีการต่อเติมเสริมแต่งเข้าไปบ้างในหลายๆ ตอน  ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมที่อาศัยความในตำนานและนิยายหรือเสริมแต่งให้เป็น “นิยายกำลังภายใน” ก็ตาม  แต่เนื้อความโดยรวมแล้วให้ภาพของจอมราชันผู้นี้ได้อย่างซัดเจนทีเดียว
ไม่ว่านิยายกำลังภายในและภาพยนตร์โทรทัศน์ดังกล่าวจะเสนอภาพรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่อเติมเสริมแต่งแค่ไหนก็ตาม  แต่ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ในยุคนั้นว่า  ในยุคที่จีนถูกปกครองโดยผู้นำที่เป็นชาวต่างชาติ คนจีนถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไร  ชี้ให้เห็นการรวมตัวกันต่อต้านการกดขี่ของพวกมองโกลอย่างหาญกล้า และที่สำคัญก็คือชี้ให้เห็นถึงการไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาวนายากจนผู้หนึ่งที่อาคัยกลยุทธ์ต่างๆ  ในการต่อสู้ฟันฝ่าขวากหนามไปสู่เป้าหมายที่ประสงค์ได้
           ที่จูหยวนจางสามารถจะไต่เต้าขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกรได้ ก็น่าด้วยเหตุผลสำคัญ คือ
ประการที่ 1 จูหยวนจางมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า โดยในระยะแรกๆ เขาอาจจะมีความมุ่งมั่นแค่ขับไล่มองโกล  แต่ยิ่งเห็นมีคนมาสยบกับคนมากขึ้นเท่าไร  ความมักใหญ่ใฝ่สูงก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ  หูเหวยหยงผู้ที่มีโอกาสได้เป็นอัครเสนาบดีคนหนึ่งของจูหยวนจางมองเห็นลักษณะส่วนนี้ดี  ดังนั้นเมื่อเขามีโอกาสที่จะเลือกที่จะเป็นฝ่ายเฉินอิ่วเหลียงกับจูหยวนจาง  เขาก็ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่กับจูหยวนจาง
ประการที่ 2 แม้จูหยวนจางจะมักใหญ่ใฝ่สูง  มีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกร  แต่เขาก็ยังคงมีความอดทนกว่าผู้นำก๊กอีกหลายก๊ก  เขาอดทนรอจนกระทั่งสามารถแน่ใจได้ว่าหนทางที่จะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ของเขาไร้ขวากหนามและมีความมั่นคงพอ นั่นแหละเขาจึงจะประกาศตนเป็น “จักรพรรดิ” ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อคำแนะนำของจูเซิงดังกล่าวแล้วข้างต้น  ดังนั้นต่อเมื่อปราการแน่นหนาแลเศรษฐกิจมั่นคงแล้วนั่นแหละเขาจึงก้าวจะขึ้นนั่งบนบัลลังก์
ประการที่ 3 จูหยวนจางเป็นผู้กล้าได้กล้าเสีย  ในท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทั้งต้องต่อสู้กับต่างชาติ รวมทั้งต้องต่อสู้กับชาวจีนด้วยกันเอง  หากเกิดความลังเลตัดสินใจผิดพลาดเแม้แต่เพียงนิดเดียว  ผลที่ได้อาจพลิกกลับเป็นตรงกันข้ามไปทันที  คนอย่างจูหยวนจางรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ดี ฉะนั้นเมื่อคราวถึงคับขันเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อที่จะได้(หรืออาจจะเสีย) การเปิดสงครามกับเฉินอิ่วเหลียงทันทีทันใดทั้งๆ ที่กำลังรบอยู่กับจางสือเฉิงนั้น  นับเป็นการเสี่ยงชนิดที่เอาชีวิตและอนาคตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว  เพราะทางเลือกที่จะได้รับจากสงครามครั้งนี้คือ “บัลลังก์มังกร” หรือไม่ก็ “ตาย” แต่หากจูหยวนจางลังเลไม่กล้าตัดสินใจเพียงเล็กน้อย  ทาง “ตาย” ของเขาก็จะมีโอกาสเกิดได้สูงขึ้นกว่าอีกทางหนึ่ง
สามัญชนผู้หนึ่งสามารถที่จะก้าวขึ้นบัลลังก์มังกรได้นั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นั้นย่อมมีอะไรที่เหนือกว่าบุคคลทั่วๆ ไปอย่างแน่นอน หลิวปังชาวนาผู้ยากไร้ในปลายสมัยราชวงศ์ฉินก็เคยก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์นี้มาแล้ว มาบัดนี้จูหยวนจางก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่สามารถกระทำการดังกล่าวได้  และเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสองนี้ล้วนมีคุณลักษณะที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งก็คือ ทั้งสองพร้อมที่จะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นบริวารและยินดีรับฟังคำแนะนำของบุคคลเหล่านั้น  จูหยวนจางจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ “ไม่ต้องเป็นปราชญ์ แต่ต้องรู้จักปราชญ์” เพียงแต่จูหยวนจางนั้นมีคุณลักษณะอีกบางประการที่แตกต่างไปจากหลิวปัง อันเป็นผลให้มีรอยด่างปรากฏอยู่ในชีวประวัติจนมิอาจที่จะชำระล้างได้
รอยด่างนี้อาจปรากฏให้เห็นได้บ้างแล้วในช่วงก่อนขึ้นครองบัลลังก์  และปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์และปราบปรามอริราชศัตรูจนราบคาบแล้ว

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 38

37 มังกรหยก : การประสานความจริงเข้ากับความแต่งอย่างแนบเนียน เน้นขับสาระความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ สังคมและการเมืองให้เด่นล้ำ มังกร...