36
การต่อต้านการกดขี่และการลุกขึ้นสู้ของชาวจีนสมัยหยวน
จากดาบมังกรหยกถึงวีรบุรุษจอมราชัน
หลังจากที่ยึดครองจีนได้หมดแล้ว
กุบไลข่านก็ได้ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิตามคตินิยมของชาวจีน
เฉลิมพระนามตนเองตามแบบจีนว่าจักรพรรดิหยวนซื่อจู่หรือหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ปักกิ่ง หลังจากสิ้นรัชสมัยของกุบไลข่าน
อันเป็นยุคที่ราชวงศ์หยวนมีความเจริญสูงสุดแล้ว
ก็มีจักรพรรดิขึ้นปกครองจีนตามลำดับอีกรวม 10 พระองค์ เป็นเวลาทั้งสิ้น 90 ปี ก็ถึงกาลสิ้นราชวงศ์
ตลอดระยะเวลา 90
ปีที่ราชวงศ์หยวนปกครองจีนนั้น
ถือได้ว่าเป็นยุคแห่งความเจ็บแค้นของชาวจีน ทั้งนี้เพราะชาวจีนถูกกดขี่ข่มเหงในทุกๆ ทาง
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือทางด้านการเมือง
คนจีนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศถูกลดเป็นพลเมืองชั้นที่สามและสี่
อันมีฐานะทางสังคมที่ต่ำต้อยกว่าชาวมองโกลซึ่งเป็นพลเมืองชั้นที่หนึ่ง
มีอภิสทธิ์สูงสุดถึงขนาดมีสิทธิที่จะทุบตีหรือแม้แต่ฆ่าคนจีนได้ หากถือว่าเป็นความผิดก็จะได้รับโทษแค่ชดใช้ด้วยเงินเท่านั้น
นอกจากนั้นแล้วพวกมองโกลยังยกให้ชนชาวต่างชาติในแถบตะวันตกของจีนที่เคยเป็นพันธมิตรกับมองโกล
เป็นพลเมืองชั้นที่สองที่มีฐานะสูงกว่าชาวจีนโดยทั่วๆ ไปเสียอีก
ส่วนในราซสำนักหยวนนั้น
ถึงแม้ราชวงศ์หยวนจะรับเอาวัฒนธรรมจีนไปใช้อย่างเต็มที่ในรัชสมัยของจักรพรรดิหยวนเหยินจง(พ.ศ.1854-1863)
แต่ราซสำนักก็หาได้ให้ความไว้วางใจให้ชาวจีนได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ
ไม่
ดังนั้นในราชสำนักจึงเต็มไปด้วยขุนนางข้าราซการที่เป็นชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นพวกซิตัน ธิเบต แมนจู
อาหรับและเปอร์เซีย ตลอดจนชาวตะวันตกอย่างอิตาลีและฝรั่งเศส เป็นต้น
ซึ่งหากมองในแง่ดีก็มีผลดีในแง่ของการนำเอาความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์
ดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์
ตลอดจนวิทยาการในการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเช่นปืนใหญ่เข้ามา
แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น
หลังจากสิ้นรัชสมัยกุบไลข่านแล้ว
ภายในราชสำนักก็มีเหตุวุ่นวายอยู่ตลอดอันเนื่องมาจากเกิดการแก่งแย่งราชบัลลังก์กันทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาล
ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นเหตุวุ่นวายที่รุนแรงถึงขั้นเกิดเป็นสงครามกลางเมืองก็มี
เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การรวมตัวกันของชาวจีนในระดับต่างๆ
เพื่อลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่และอำนาจรัฐของมองโกลทั่วทุกหัวระแหง
จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิหยวนหุ้ยจงหรือจักรพรรดิซุ่นตี้ (พ.ศ.1877-1913)
อันเป็นรัชกาลสุดท้ายของราชวงศ์
ก็มีเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งกาลอวสานของราชวงศ์หยวน นั่นก็คือในปี พ.ศ.1886
แม่น้ำหวงเหอได้เกิดอุทกภัยขึ้นแล้วตามด้วยทุพภิกขภัยต่อเนื่องกัน
ยังผลให้ชาวนาต้องอดอยากยากจนและถึงแก่ความตายก็มาก
มิหนำซ้ำก็ยังถูกเกณฑ์แรงงานไปขุดซ่อมคลองต้ายุ่นเหอที่ตื้นเขินอีก
ทำให้ชาวนาต้องประสบกับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง
กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่โหมให้ไฟขบถลุกลามไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกองทัพขบถขึ้นหลายกลุ่มด้วยกัน ซึ่งกลุ่มที่สำคัญคือ
1.กลุ่มของฉีเส้าฮุย ซึ่งตั้งคนเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองฉีซุ่ย ต่อมาฉีเส้าฮุยก็ถูกเฉินอิ่วเหลียง
(ตั้งอิ้วเลี้ยง-ศิษย์ของเซ้งคุนในเรื่องดาบมังกรหยก)
นายทหารในสังกัดวางแผนสังหารแย่งการนำตั้งตนเป็นใหญ่แทน
2.กลุ่มกองทัพโพกผ้าแดง
ซึ่งมีหันซานถงและหลิวฟุตงเป็นผู้นำ
กลุ่มนี้มีฐานกำลังสำคัญที่เป็นพลพรรคของสมาคมบัวขาว (ไป๋เหลียนเจื้ยว)
และพลพรรคลัทธิเม้งก้า(พรรคจรัสในดาบมังกรหยก)
หันชานถงนั้นอ้างตัวว่าเป็นหลานทวดรุ่นที่ 8 ของซ่งฮุ่ยจงฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์ที่ 8
แผ่นดินราชวงศ์ซ่งเหนือ
หลังจากที่หันชานถงเสียชีวิตลง
บุตรชายนามหันหลินเอ๋อก็ได้เป็นผู้นำต่อมา
หันหลินเอ๋อผู้นี้ก็คือฮั่นลิ้มยี่ในดาบมังกรหยกนั่นเอง
3.กลุ่มของกว๋อจื่อซิงที่เมืองโหวโจว
กลุ่มนี้นั้นถือได้ว่าเป็นสายหนึ่งของกองทัพโพกผ้าแดง หลังจากที่กว๋อจื่อจงเสียชีวิตลงในราวปี พ.ศ.1898 จูหยวนจางจึงได้เข้ายึดกุมอำนาจทั้งหมดไว้ได้
บุคคลสำคัญของกลุ่มนี้นอกจากจูหยวนจางแล้วก็มีฉางอวี่ซุนและสีต๋าที่เป็นเพื่อนร่วมสาบาน
ซึ่งก็คือจูง่วนเจียง เซี้ยหงอซุ่น
และชื้อตั๊กในเรื่องดาบมังกรหยกนั่นเอง
ต่อมาหันหลินเอ๋อได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น
“เสี่ยวหมิงหวาง”- กษัตริย์แสงสว่างองค์เล็ก
แต่ด้วยที่เป็นคนด้อยความสามารถ ดังนั้นจึงถูกจูหยวนจางกำจัดเสียพร้อมๆ
กับหลิวฟุตง หลังจากนั้นจูหยวนจางจึงกลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นของพลพรรคโพกผ้าแดงแต่เพียงผู้เดียว
4.กลุ่มที่มีจางสื้อเฉิงเป็นผู้นำ กลุ่มนี้ครอบครองพื้นที่แถบเมืองผิงเจียง
มีอิทธิพลแผ่กว้างครอบคลุมแถบเมืองซูโจวและหังโจว
5.กลุ่มที่มีฟางกั๋วเจินเป็นผู้นำ
กลุ่มนี้ตั้งมั่นและมีอิทธิพลครอบคลุมดินแดนจีนภาคใต้
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงนี้ กิมย้งได้นำไปเป็นเค้าโครงเรื่องมังกรหยกภาคสาม
ที่เน้นให้เห็นถึงบทบาทในการต่อต้านมองโกลของพรรคจรัสที่มีเตียบ่อกี้เป็นผู้นำ นอกจากนั้นแล้วเหตุการณ์ในช่วงเดียวกันนี้ก็มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์แล้วอย่างน้อยสองเรื่อง
คือ “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม ภาค 1” ซึ่งเป็นการสร้างจากชีวประวัติของจางซันฟง
(เตียซำฮง) ผู้วางรากฐานวิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึ้ง
แต่เนื้อเรื่องก็เน้นให้เป็นถึงการก่อขบถของจูหยวนจางอย่างชัดเจนมาก
และเรื่อง“วีรบุรุษจอมราชัน”
ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้รายละเอียดของชองชีวิตและการไต่เต้าทางการเมืองจากสามัญชนสู่จักรพรรดิ
จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตอันโดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกรของจูหยวนจาง
จูหยวนจางเกิดในตระกูลชาวนายากจนเมื่อปี พ.ศ.1871
ทวดและปู่เคยเป็นทาสติดที่นาของเจ้าที่ดิน
บิดาเคยโยกย้ายไปทำมาหากินในหลายต่อหลายถิ่นด้วยความยากจน
จนกระทั่งภายหลังไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองหังโจว จูหยวนจางมีพี่ชาย 3 คน เขาเป็นคนสุดท้อง
ในวัยเด็กนั้นเคยเป็นเด็กเลี้ยงวัวของเศรษฐี และมีตำนานเล่าว่าจูหยวนจางและเพื่อนๆ
ได้ลักวัวเศรษฐีมาฆ่ากินด้วยความอดอยาก เตียบ่อกี้ในเรื่องดาบมังกรหยกก็ได้มีโอกาสรู้จักกับจูหยวนจางในตอนนี้เอง
พอจูหยวนจางอายุได้ 16 ปี
เกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาดอย่างรุนแรง
พ่อแม่และพื่ชายเสียชีวิตเกือบหมด
คงเหลืออยู่ก็แต่จูหยวนจางและพื่ชายคนรองเท่านั้น ทั้งสองเลยต้องประกอบอาชีพขอทาน เร่ร่อนขออาหารไปจนกระทั่งถึงวัดหวังเจียวซื่อและบวชเป็นสามเณรอยู่ที่นั่น
แต่ก็ใช่ว่าความอดอยากจะหมดไป
ไม่ทั้งนี้เพราะวัดเองก็ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ ดังนั้นจูหยวนจางจึงต้องออกภิกขาจารไปเรื่อยๆ
จนในที่สุดก็ต้องสึกและไปสมัครเป็นทหารในกองทัพโพกผ้าแดงที่มี
กว๋อจื่อซิงเป็นหัวหน้าเมื่ออายุได้ประมาณ 24
ปีในราว พ.ศ.1895
ในภาพยนตร์ชุดวีรบุรุษจอมราชันได้เพิ่มเกร็ดชีวิตของจูหยวนจางก่อนที่จะไปสมัครเป็นทหารในกองทัพของกว๋อจื่อซิงไว้หลายตอน
เช่น ในระหว่างที่บวชอยู่ที่วัดหวังเจียวซื่อ
จูหยวนจางได้พบกับเกาปิงอดีตขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชวงศ์ซ่ง ด้วยปณิธานที่จะต่อสู้ขับไล่มองโกลผู้รุกราน ทำให้เกา ปิงตัดสินใจสอนวิชาการต่อสู้ให้
พร้อมทั้งมอบตราหยกและพระบรมราชโองการให้เก็บรักษาไว้ เพื่อส่งมอบให้กับผู้มีบารมีที่สามารถเป็นกษัตริย์ได้ต่อไป
จากนั้นจูหยวนจางก็ได้พบกับสีต๋าในตอนที่ถูกเกณฑ์ไป่สร้างเขื่อน ทั้งสองได้สาบานเป็นพี่น้องกันและวางแผนหลบหนีจนพลัดพรากจากกัน
จูหยวนจางเองต้องตกไปอยู่ในชุมโจร
เมื่อชุมโจรถูกพวกมองโกลยกกำลังเข้าโจมตีแตก
จูหยวนจางก็ได้กำลังกองโจรจำนวนหนึ่งเป็นพรรคพวกพากันหลบหนีทหารมองโกลไปได้
จนได้พบกับสีต๋าอีกครั้ง
จากนั้นจึงพากันไปสมัครเป็นทหารต่อต้านมองโกลในกองทัพของกว๋อจื่อซิง
ในกองทัพของกว๋อจื่อซิง
ถึงเแม้ว่าจูหยวนจางจะถูกกลั่นแกล้งจากลูกชายทั้งสองของกว๋อจื่อซิง
แต่ตัวของกว๋อจื่อซิงเองยังมีความไว้วางใจที่หยวนจางเป็นคนเฉลียวฉลาด มีไหวพริบและมีความกล้าหาญในการสู้รบ จึงรับจูหยวนจางไว้เป็นนายทหารคนสนิทและยกลูกสาวบุญธรรมให้เป็นภรรยา หลังจากที่กว๋อจื่อซิงเสียชีวิตในปี พ.ศ.1898
กองทัพของกว๋อจื่อซิงทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจูหยวนจาง ในขณะเดียวกันหลิวฟุตงที่นำกำลังโพกผ้าแดง
บุกพิชิตเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือได้หลายเมือง
จากนั้นก็ได้สถาปนาหันหลินเอ๋อบุตรชายของหันชานถงขึ้นเป็นกษัตริย์เสี่ยวหมิงหวาง
จูหยวนจางซึ่งขณะนั้นถือได้ว่าเป็นผู้นำของกองกำลังหลักกองทัพโพกผ้าแดงทางภาคใต้แทนกว๋อจื่อซิง ก็รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารผู้ช่วยฝ่ายซ้ายของเสี่ยวหมิงหวาง (คือผู้ช่วยอัครเสนาบดีกลาโหมนั่นเอง)
ในปี พ.ศ.1899
จูหยวนจางสามารถยึดเมืองหนานจิง (นานกิง) ได้
ถึงตอนนี้แม้ว่าจูหยวนจางจะมีกองกำลังที่เข้มแข็งพอที่จะปราบกองกำลังกู้ชาติก๊กต่างๆ ลงได้โดยไม่ยากนัก
แต่เขาก็ยังมิได้ตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ดังที่ผู้นำของก๊กอื่นๆ นิยมกระทำกัน
เขายังคงแสดงออกให้เห็นว่าเขายังยอมรับฐานะของกษัตริย์เสี่ยวหมิงหวางอยู่
ทั้งนี้เพราะจูหยวนจางเชื่อในคำแนะนำของจู่เซิง-ปราชญ์เฒ่าผู้แสวงหาความสงบวิเวกแห่งเขาหนานซาน(่ซึ่งจูหยวนจางได้เดินทางไปเสาะหาหลังเสร็จภาระการพิชิตหนานจิง)
ที่บอกว่า “สร้างปราการให้แน่นหนา พัฒนาเศรษฐกิจให้มั่นคง
อย่าเพิ่มรีบตั้งตนเป็นกษัตริย์”
ด้วยคำแนะนำนี้-จูหยวนจางจึงได้เร่งดำเนินการสร้างกลไกในการปกครองทั้งทางฝ่ายทหารและพลเรือนให้มั่นคง
โดยให้อำนาจทั้งหมดนั้นขึ้นตรงต่อตนเพียงคนเดียว
จากนั้นก็ให้มีการพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนอยู่ดีกินดีโดยทั่วหน้า
ปรับปรุงกองทัพให้มีความเข้มแข็ง
และพยายามเสาะแสวงหาปราชญ์และผู้มีความสามารถในด้านต่างๆ มารับราชการ
นับเป็นการวางแผนระยะยาวในการรวมประเทศให้เป็นเอกภาพอย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
หลังจากที่ได้พัฒนากองทัพให้มีความเข้มแข็งขึ้นแล้ว จูหยวนจางก็ดำเนินการปราบปรามกองกำลังต่อต้านมองโกลก๊กต่างๆ
โดยในปี พ.ศ.1906 สามารถพิชิตเฉินอิ่วเหลียงลงได้
ในปี พ.ศ.1907 จู่หยวนจางก็ตั้งตนเป็นหวางปกครองหนานจิง ถึงปี พ.ศ.1910
นครไคเฟิงที่กองทัพโพกผ้าแดงยึดกลับมาได้นั้นกลับถูกทหารมองโกลยึดไปได้อีก หลิวฟุตงเสียชีวิตในสมรภูมิ
จูหยวนจางจึงส่งทหารไปให้การคุ้มครองเสี่ยวหมิงหวาง
แต่แทนที่จะให้การคุ้มครองเป็นอย่างดีกลับวางแผนสังหาร
โดยที่จูหยวนจางได้วางแผนสังหารเสี่ยว หมิงหวางด้วยการสั่งให้สมุนของตนล่มเรือที่ประทับของเสี่ยวหมิงหวางในขณะที่สด็จประทับเรือข้ามแม่น้ำฉางเจียง ต่อมาในปี พ.ศ.1910
ก็สามารถพิชิตจางสื้อเฉิงได้สำเร็จ
ในที่สุดบรรดากองกำลังต่อต้านมองโกลที่เข้มแข็งต่างๆ
ก็ถูกจูหยวนจางปราบปรามลงได้หมด
กองทัพของจูหยวนจางจึงยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นจนไร้คู่แข่งแย่งจงอำนาจที่เข้มแข็งอีกต่อไป จากนั้นจูหยวนจางจึงเตรียมการยกทัพขึ้นเหนือเพื่อขับไล่มองโกลต่อไป
ในปี พ.ศ.1911
จูหยวนจางก็ยกกองทัพที่มีกำลังทหารถึง 250,000 คนบุกขึ้นเหนือ ยกกองทัพเป็น 3 กอง เดินเป็นสามเส้นทาง
มุ่งตรงสู่เมืองหลวงต้าตูของมองโกลโดยพร้อมเพรียงกัน กองทัพของมองโกลนั้นแม้ว่าจะมีความสามารถในเชิงยุทธ์สูง
แต่ในยามที่จักรพรรดิไร้ความสามารถและไม่มีแม่ทัพที่เก่งกาจก็เป็นเสมือนมังกรไร้เศียร ฉะนั้นชั่วระยะเวลาเพียงไม่นานเมืองต้าตูก็แตก
จักรพรรดิชุ่นตี้และข้าราชบริพารหลบหนีออกจากต้าตู
กลับกลับสู่ดินแดนมองโกลอย่างไม่คิดชีวิต หลังจากที่ยึดเมืองได้แล้วจูหยวนจางก็ให้เปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่เป็นเป่ยผิง
(ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเป่ยจิงหรือปักกิ่ง)
ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงเหนือให้คู่กับเมืองหนานจิงแปลว่าเมืองหลวงใต้
เมื่อขับไล่มองโกลพ้นไปจากแผ่นดินจีนแล้ว
จูหยวนจางก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิทรงพระนามว่าหงหวู่ ก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองแผ่นดินจีน ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่หนานจิง จากนั้นจึงได้ทำสงครามต่อเนื่องกันนานถึง 20 ปี
ปราบปรามทั้งข้าศึกภายนอกและเสี้ยนหนามภายในจนหมดสิ้น
จึงสามารถรวมจีนเป็นเอกภาพและปึกแผ่นได้สำเร็จ
ในเรื่องดาบมังกรหยก บทบาทของจูหยวนจางมีกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเพียงไม่กี่ตอนเท่านั้น
โดยให้น้ำหนักไปที่เซี้ยหงอซุ่นมากกว่า
ซึ่งตามความจริงทางประวัติศาสตร์ได้มีบันทึกไว้ว่า ก่อนที่จูหยวนจางจะได้เป็นจักรพรรดิ
เคยเป็นสมาชิกลัทธิเม้งก้าหรือพรรคจรัสมาก่อน
โดยเป็นสมาชิกพรรคจรัสที่ก่อการอยู่ในภาคใต้ บทบาทของกลุ่มจูหยวนจางมีกลุ่มบุคคลที่อยู่ในระดับนำคือจูหยวนจาง
เซี้ยหงอซุนและชื้อตั๊ก (สีต๋า)
ส่วนในเรื่อง “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม”
แม้ว่าเนื้อเรื่องจะเน้นเกี่ยวกับชีวประวัติของเตียซำฮงหรือจางซันฟงผู้ก่อตั้งสำนักบู๊ตึ้งก็ตาม แต่เนื้อหามากกว่า-ครึ่งหนึ่งเน้นที่บทบาทในการขับไล่มองโกลของจูหยวนจาง
ซึ่งเตียซำฮงก็ได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือจูหยวนจางกู้ชาติด้วย
ข้อเท็จจริงตามเรื่องนี้จึงค่อนข้างจะสับสนในแง่ของเวลาและบทบาทสำคัญของเตียซำฮง
ทั้งนี้เพราะตามประวัติบางสำนวนที่เชื่อถือได้และยอมรับกันโดยทั่วไปนั้น เตียซำฮงเป็นคนในสมัยปลายราชวงศ์ซ่งดังนั้นในตอนที่จูหยวนจางก่อการกู้ชาติอายุของเตียซำฮงก็คงจะเหยียบร้อยไปแล้ว
ในขณะที่ในเรื่องฤทธ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้มนั้นเตียซำฮงยังอยู่ในวัยหนุ่ม ดังนั้นรายละเอียดเกี่ยวกับเตียซำฮงในเรืองดาบมังกรหยกจึงน่าเชื่อถือมากกว่า
สำหรับเนื้อเรื่องของวีรบุรุษจอมราชันจะเน้นชีวประวัติของจูหยวนจางโดยตรง
จึงมีรายละเอียดที่ค่อนข้างจะตรงกับความจริงมากกว่า
แม้ว่าจะมีการต่อเติมเสริมแต่งเข้าไปบ้างในหลายๆ ตอน
ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมที่อาศัยความในตำนานและนิยายหรือเสริมแต่งให้เป็น “นิยายกำลังภายใน”
ก็ตาม แต่เนื้อความโดยรวมแล้วให้ภาพของจอมราชันผู้นี้ได้อย่างซัดเจนทีเดียว
ไม่ว่านิยายกำลังภายในและภาพยนตร์โทรทัศน์ดังกล่าวจะเสนอภาพรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่อเติมเสริมแต่งแค่ไหนก็ตาม
แต่ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ในยุคนั้นว่า ในยุคที่จีนถูกปกครองโดยผู้นำที่เป็นชาวต่างชาติ
คนจีนถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไร
ชี้ให้เห็นการรวมตัวกันต่อต้านการกดขี่ของพวกมองโกลอย่างหาญกล้า
และที่สำคัญก็คือชี้ให้เห็นถึงการไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาวนายากจนผู้หนึ่งที่อาคัยกลยุทธ์ต่างๆ ในการต่อสู้ฟันฝ่าขวากหนามไปสู่เป้าหมายที่ประสงค์ได้
ที่จูหยวนจางสามารถจะไต่เต้าขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกรได้
ก็น่าด้วยเหตุผลสำคัญ คือ
ประการที่ 1
จูหยวนจางมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า โดยในระยะแรกๆ
เขาอาจจะมีความมุ่งมั่นแค่ขับไล่มองโกล
แต่ยิ่งเห็นมีคนมาสยบกับคนมากขึ้นเท่าไร
ความมักใหญ่ใฝ่สูงก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
หูเหวยหยงผู้ที่มีโอกาสได้เป็นอัครเสนาบดีคนหนึ่งของจูหยวนจางมองเห็นลักษณะส่วนนี้ดี
ดังนั้นเมื่อเขามีโอกาสที่จะเลือกที่จะเป็นฝ่ายเฉินอิ่วเหลียงกับจูหยวนจาง เขาก็ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่กับจูหยวนจาง
ประการที่ 2 แม้จูหยวนจางจะมักใหญ่ใฝ่สูง
มีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกร
แต่เขาก็ยังคงมีความอดทนกว่าผู้นำก๊กอีกหลายก๊ก เขาอดทนรอจนกระทั่งสามารถแน่ใจได้ว่าหนทางที่จะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ของเขาไร้ขวากหนามและมีความมั่นคงพอ
นั่นแหละเขาจึงจะประกาศตนเป็น “จักรพรรดิ”
ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อคำแนะนำของจูเซิงดังกล่าวแล้วข้างต้น
ดังนั้นต่อเมื่อปราการแน่นหนาแลเศรษฐกิจมั่นคงแล้วนั่นแหละเขาจึงก้าวจะขึ้นนั่งบนบัลลังก์
ประการที่ 3
จูหยวนจางเป็นผู้กล้าได้กล้าเสีย
ในท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทั้งต้องต่อสู้กับต่างชาติ รวมทั้งต้องต่อสู้กับชาวจีนด้วยกันเอง
หากเกิดความลังเลตัดสินใจผิดพลาดเแม้แต่เพียงนิดเดียว ผลที่ได้อาจพลิกกลับเป็นตรงกันข้ามไปทันที คนอย่างจูหยวนจางรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ดี
ฉะนั้นเมื่อคราวถึงคับขันเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อที่จะได้(หรืออาจจะเสีย)
การเปิดสงครามกับเฉินอิ่วเหลียงทันทีทันใดทั้งๆ
ที่กำลังรบอยู่กับจางสือเฉิงนั้น
นับเป็นการเสี่ยงชนิดที่เอาชีวิตและอนาคตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว เพราะทางเลือกที่จะได้รับจากสงครามครั้งนี้คือ “บัลลังก์มังกร”
หรือไม่ก็ “ตาย” แต่หากจูหยวนจางลังเลไม่กล้าตัดสินใจเพียงเล็กน้อย ทาง “ตาย”
ของเขาก็จะมีโอกาสเกิดได้สูงขึ้นกว่าอีกทางหนึ่ง
สามัญชนผู้หนึ่งสามารถที่จะก้าวขึ้นบัลลังก์มังกรได้นั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นั้นย่อมมีอะไรที่เหนือกว่าบุคคลทั่วๆ
ไปอย่างแน่นอน
หลิวปังชาวนาผู้ยากไร้ในปลายสมัยราชวงศ์ฉินก็เคยก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์นี้มาแล้ว
มาบัดนี้จูหยวนจางก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่สามารถกระทำการดังกล่าวได้
และเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสองนี้ล้วนมีคุณลักษณะที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งก็คือ
ทั้งสองพร้อมที่จะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นบริวารและยินดีรับฟังคำแนะนำของบุคคลเหล่านั้น จูหยวนจางจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่
“ไม่ต้องเป็นปราชญ์ แต่ต้องรู้จักปราชญ์”
เพียงแต่จูหยวนจางนั้นมีคุณลักษณะอีกบางประการที่แตกต่างไปจากหลิวปัง
อันเป็นผลให้มีรอยด่างปรากฏอยู่ในชีวประวัติจนมิอาจที่จะชำระล้างได้
รอยด่างนี้อาจปรากฏให้เห็นได้บ้างแล้วในช่วงก่อนขึ้นครองบัลลังก์
และปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์และปราบปรามอริราชศัตรูจนราบคาบแล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น