วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 37


36
การต่อต้านการกดขี่และการลุกขึ้นสู้ของชาวจีนสมัยหยวน
จากดาบมังกรหยกถึงวีรบุรุษจอมราชัน

หลังจากที่ยึดครองจีนได้หมดแล้ว กุบไลข่านก็ได้ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิตามคตินิยมของชาวจีน  เฉลิมพระนามตนเองตามแบบจีนว่าจักรพรรดิหยวนซื่อจู่หรือหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้  ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ปักกิ่ง  หลังจากสิ้นรัชสมัยของกุบไลข่าน อันเป็นยุคที่ราชวงศ์หยวนมีความเจริญสูงสุดแล้ว  ก็มีจักรพรรดิขึ้นปกครองจีนตามลำดับอีกรวม 10 พระองค์  เป็นเวลาทั้งสิ้น 90 ปี ก็ถึงกาลสิ้นราชวงศ์
ตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ราชวงศ์หยวนปกครองจีนนั้น  ถือได้ว่าเป็นยุคแห่งความเจ็บแค้นของชาวจีน  ทั้งนี้เพราะชาวจีนถูกกดขี่ข่มเหงในทุกๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือทางด้านการเมือง  คนจีนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศถูกลดเป็นพลเมืองชั้นที่สามและสี่  อันมีฐานะทางสังคมที่ต่ำต้อยกว่าชาวมองโกลซึ่งเป็นพลเมืองชั้นที่หนึ่ง  มีอภิสทธิ์สูงสุดถึงขนาดมีสิทธิที่จะทุบตีหรือแม้แต่ฆ่าคนจีนได้  หากถือว่าเป็นความผิดก็จะได้รับโทษแค่ชดใช้ด้วยเงินเท่านั้น  นอกจากนั้นแล้วพวกมองโกลยังยกให้ชนชาวต่างชาติในแถบตะวันตกของจีนที่เคยเป็นพันธมิตรกับมองโกล  เป็นพลเมืองชั้นที่สองที่มีฐานะสูงกว่าชาวจีนโดยทั่วๆ ไปเสียอีก
ส่วนในราซสำนักหยวนนั้น  ถึงแม้ราชวงศ์หยวนจะรับเอาวัฒนธรรมจีนไปใช้อย่างเต็มที่ในรัชสมัยของจักรพรรดิหยวนเหยินจง(พ.ศ.1854-1863) แต่ราซสำนักก็หาได้ให้ความไว้วางใจให้ชาวจีนได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ ไม่  ดังนั้นในราชสำนักจึงเต็มไปด้วยขุนนางข้าราซการที่เป็นชาวต่างชาติ  ไม่ว่าจะเป็นพวกซิตัน ธิเบต แมนจู อาหรับและเปอร์เซีย ตลอดจนชาวตะวันตกอย่างอิตาลีและฝรั่งเศส เป็นต้น  ซึ่งหากมองในแง่ดีก็มีผลดีในแง่ของการนำเอาความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ ตลอดจนวิทยาการในการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเช่นปืนใหญ่เข้ามา  แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น  หลังจากสิ้นรัชสมัยกุบไลข่านแล้ว  ภายในราชสำนักก็มีเหตุวุ่นวายอยู่ตลอดอันเนื่องมาจากเกิดการแก่งแย่งราชบัลลังก์กันทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาล ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นเหตุวุ่นวายที่รุนแรงถึงขั้นเกิดเป็นสงครามกลางเมืองก็มี
เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การรวมตัวกันของชาวจีนในระดับต่างๆ เพื่อลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่และอำนาจรัฐของมองโกลทั่วทุกหัวระแหง  จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิหยวนหุ้ยจงหรือจักรพรรดิซุ่นตี้ (พ.ศ.1877-1913) อันเป็นรัชกาลสุดท้ายของราชวงศ์  ก็มีเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งกาลอวสานของราชวงศ์หยวน นั่นก็คือในปี พ.ศ.1886 แม่น้ำหวงเหอได้เกิดอุทกภัยขึ้นแล้วตามด้วยทุพภิกขภัยต่อเนื่องกัน ยังผลให้ชาวนาต้องอดอยากยากจนและถึงแก่ความตายก็มาก มิหนำซ้ำก็ยังถูกเกณฑ์แรงงานไปขุดซ่อมคลองต้ายุ่นเหอที่ตื้นเขินอีก ทำให้ชาวนาต้องประสบกับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง  กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่โหมให้ไฟขบถลุกลามไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกองทัพขบถขึ้นหลายกลุ่มด้วยกัน  ซึ่งกลุ่มที่สำคัญคือ
1.กลุ่มของฉีเส้าฮุย  ซึ่งตั้งคนเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองฉีซุ่ย  ต่อมาฉีเส้าฮุยก็ถูกเฉินอิ่วเหลียง (ตั้งอิ้วเลี้ยง-ศิษย์ของเซ้งคุนในเรื่องดาบมังกรหยก) นายทหารในสังกัดวางแผนสังหารแย่งการนำตั้งตนเป็นใหญ่แทน
2.กลุ่มกองทัพโพกผ้าแดง ซึ่งมีหันซานถงและหลิวฟุตงเป็นผู้นำ กลุ่มนี้มีฐานกำลังสำคัญที่เป็นพลพรรคของสมาคมบัวขาว (ไป๋เหลียนเจื้ยว) และพลพรรคลัทธิเม้งก้า(พรรคจรัสในดาบมังกรหยก)  หันชานถงนั้นอ้างตัวว่าเป็นหลานทวดรุ่นที่ 8 ของซ่งฮุ่ยจงฮ่องเต้  จักรพรรดิองค์ที่ 8 แผ่นดินราชวงศ์ซ่งเหนือ  หลังจากที่หันชานถงเสียชีวิตลง  บุตรชายนามหันหลินเอ๋อก็ได้เป็นผู้นำต่อมา  หันหลินเอ๋อผู้นี้ก็คือฮั่นลิ้มยี่ในดาบมังกรหยกนั่นเอง
3.กลุ่มของกว๋อจื่อซิงที่เมืองโหวโจว กลุ่มนี้นั้นถือได้ว่าเป็นสายหนึ่งของกองทัพโพกผ้าแดง  หลังจากที่กว๋อจื่อจงเสียชีวิตลงในราวปี พ.ศ.1898  จูหยวนจางจึงได้เข้ายึดกุมอำนาจทั้งหมดไว้ได้ บุคคลสำคัญของกลุ่มนี้นอกจากจูหยวนจางแล้วก็มีฉางอวี่ซุนและสีต๋าที่เป็นเพื่อนร่วมสาบาน  ซึ่งก็คือจูง่วนเจียง เซี้ยหงอซุ่น และชื้อตั๊กในเรื่องดาบมังกรหยกนั่นเอง
ต่อมาหันหลินเอ๋อได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “เสี่ยวหมิงหวาง”- กษัตริย์แสงสว่างองค์เล็ก  แต่ด้วยที่เป็นคนด้อยความสามารถ ดังนั้นจึงถูกจูหยวนจางกำจัดเสียพร้อมๆ กับหลิวฟุตง  หลังจากนั้นจูหยวนจางจึงกลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นของพลพรรคโพกผ้าแดงแต่เพียงผู้เดียว
4.กลุ่มที่มีจางสื้อเฉิงเป็นผู้นำ  กลุ่มนี้ครอบครองพื้นที่แถบเมืองผิงเจียง  มีอิทธิพลแผ่กว้างครอบคลุมแถบเมืองซูโจวและหังโจว
5.กลุ่มที่มีฟางกั๋วเจินเป็นผู้นำ กลุ่มนี้ตั้งมั่นและมีอิทธิพลครอบคลุมดินแดนจีนภาคใต้
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงนี้  กิมย้งได้นำไปเป็นเค้าโครงเรื่องมังกรหยกภาคสาม ที่เน้นให้เห็นถึงบทบาทในการต่อต้านมองโกลของพรรคจรัสที่มีเตียบ่อกี้เป็นผู้นำ   นอกจากนั้นแล้วเหตุการณ์ในช่วงเดียวกันนี้ก็มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์แล้วอย่างน้อยสองเรื่อง คือ “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม ภาค 1” ซึ่งเป็นการสร้างจากชีวประวัติของจางซันฟง (เตียซำฮง) ผู้วางรากฐานวิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึ้ง แต่เนื้อเรื่องก็เน้นให้เป็นถึงการก่อขบถของจูหยวนจางอย่างชัดเจนมาก และเรื่อง“วีรบุรุษจอมราชัน”  ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้รายละเอียดของชองชีวิตและการไต่เต้าทางการเมืองจากสามัญชนสู่จักรพรรดิ  จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตอันโดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกรของจูหยวนจาง
จูหยวนจางเกิดในตระกูลชาวนายากจนเมื่อปี พ.ศ.1871 ทวดและปู่เคยเป็นทาสติดที่นาของเจ้าที่ดิน  บิดาเคยโยกย้ายไปทำมาหากินในหลายต่อหลายถิ่นด้วยความยากจน  จนกระทั่งภายหลังไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองหังโจว  จูหยวนจางมีพี่ชาย 3 คน  เขาเป็นคนสุดท้อง  ในวัยเด็กนั้นเคยเป็นเด็กเลี้ยงวัวของเศรษฐี  และมีตำนานเล่าว่าจูหยวนจางและเพื่อนๆ ได้ลักวัวเศรษฐีมาฆ่ากินด้วยความอดอยาก เตียบ่อกี้ในเรื่องดาบมังกรหยกก็ได้มีโอกาสรู้จักกับจูหยวนจางในตอนนี้เอง
พอจูหยวนจางอายุได้  16 ปี  เกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาดอย่างรุนแรง  พ่อแม่และพื่ชายเสียชีวิตเกือบหมด คงเหลืออยู่ก็แต่จูหยวนจางและพื่ชายคนรองเท่านั้น ทั้งสองเลยต้องประกอบอาชีพขอทาน  เร่ร่อนขออาหารไปจนกระทั่งถึงวัดหวังเจียวซื่อและบวชเป็นสามเณรอยู่ที่นั่น แต่ก็ใช่ว่าความอดอยากจะหมดไป   ไม่ทั้งนี้เพราะวัดเองก็ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ  ดังนั้นจูหยวนจางจึงต้องออกภิกขาจารไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องสึกและไปสมัครเป็นทหารในกองทัพโพกผ้าแดงที่มี กว๋อจื่อซิงเป็นหัวหน้าเมื่ออายุได้ประมาณ 24  ปีในราว พ.ศ.1895
ในภาพยนตร์ชุดวีรบุรุษจอมราชันได้เพิ่มเกร็ดชีวิตของจูหยวนจางก่อนที่จะไปสมัครเป็นทหารในกองทัพของกว๋อจื่อซิงไว้หลายตอน เช่น ในระหว่างที่บวชอยู่ที่วัดหวังเจียวซื่อ  จูหยวนจางได้พบกับเกาปิงอดีตขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชวงศ์ซ่ง  ด้วยปณิธานที่จะต่อสู้ขับไล่มองโกลผู้รุกราน  ทำให้เกา ปิงตัดสินใจสอนวิชาการต่อสู้ให้ พร้อมทั้งมอบตราหยกและพระบรมราชโองการให้เก็บรักษาไว้  เพื่อส่งมอบให้กับผู้มีบารมีที่สามารถเป็นกษัตริย์ได้ต่อไป จากนั้นจูหยวนจางก็ได้พบกับสีต๋าในตอนที่ถูกเกณฑ์ไป่สร้างเขื่อน ทั้งสองได้สาบานเป็นพี่น้องกันและวางแผนหลบหนีจนพลัดพรากจากกัน จูหยวนจางเองต้องตกไปอยู่ในชุมโจร  เมื่อชุมโจรถูกพวกมองโกลยกกำลังเข้าโจมตีแตก จูหยวนจางก็ได้กำลังกองโจรจำนวนหนึ่งเป็นพรรคพวกพากันหลบหนีทหารมองโกลไปได้ จนได้พบกับสีต๋าอีกครั้ง  จากนั้นจึงพากันไปสมัครเป็นทหารต่อต้านมองโกลในกองทัพของกว๋อจื่อซิง
ในกองทัพของกว๋อจื่อซิง ถึงเแม้ว่าจูหยวนจางจะถูกกลั่นแกล้งจากลูกชายทั้งสองของกว๋อจื่อซิง แต่ตัวของกว๋อจื่อซิงเองยังมีความไว้วางใจที่หยวนจางเป็นคนเฉลียวฉลาด  มีไหวพริบและมีความกล้าหาญในการสู้รบ  จึงรับจูหยวนจางไว้เป็นนายทหารคนสนิทและยกลูกสาวบุญธรรมให้เป็นภรรยา  หลังจากที่กว๋อจื่อซิงเสียชีวิตในปี พ.ศ.1898  กองทัพของกว๋อจื่อซิงทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจูหยวนจาง  ในขณะเดียวกันหลิวฟุตงที่นำกำลังโพกผ้าแดง บุกพิชิตเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือได้หลายเมือง  จากนั้นก็ได้สถาปนาหันหลินเอ๋อบุตรชายของหันชานถงขึ้นเป็นกษัตริย์เสี่ยวหมิงหวาง  จูหยวนจางซึ่งขณะนั้นถือได้ว่าเป็นผู้นำของกองกำลังหลักกองทัพโพกผ้าแดงทางภาคใต้แทนกว๋อจื่อซิง  ก็รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารผู้ช่วยฝ่ายซ้ายของเสี่ยวหมิงหวาง  (คือผู้ช่วยอัครเสนาบดีกลาโหมนั่นเอง)
             ในปี พ.ศ.1899 จูหยวนจางสามารถยึดเมืองหนานจิง (นานกิง) ได้  ถึงตอนนี้แม้ว่าจูหยวนจางจะมีกองกำลังที่เข้มแข็งพอที่จะปราบกองกำลังกู้ชาติก๊กต่างๆ  ลงได้โดยไม่ยากนัก  แต่เขาก็ยังมิได้ตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ดังที่ผู้นำของก๊กอื่นๆ นิยมกระทำกัน  เขายังคงแสดงออกให้เห็นว่าเขายังยอมรับฐานะของกษัตริย์เสี่ยวหมิงหวางอยู่  ทั้งนี้เพราะจูหยวนจางเชื่อในคำแนะนำของจู่เซิง-ปราชญ์เฒ่าผู้แสวงหาความสงบวิเวกแห่งเขาหนานซาน(่ซึ่งจูหยวนจางได้เดินทางไปเสาะหาหลังเสร็จภาระการพิชิตหนานจิง) ที่บอกว่า “สร้างปราการให้แน่นหนา พัฒนาเศรษฐกิจให้มั่นคง อย่าเพิ่มรีบตั้งตนเป็นกษัตริย์” ด้วยคำแนะนำนี้-จูหยวนจางจึงได้เร่งดำเนินการสร้างกลไกในการปกครองทั้งทางฝ่ายทหารและพลเรือนให้มั่นคง โดยให้อำนาจทั้งหมดนั้นขึ้นตรงต่อตนเพียงคนเดียว  จากนั้นก็ให้มีการพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนอยู่ดีกินดีโดยทั่วหน้า ปรับปรุงกองทัพให้มีความเข้มแข็ง และพยายามเสาะแสวงหาปราชญ์และผู้มีความสามารถในด้านต่างๆ มารับราชการ  นับเป็นการวางแผนระยะยาวในการรวมประเทศให้เป็นเอกภาพอย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
หลังจากที่ได้พัฒนากองทัพให้มีความเข้มแข็งขึ้นแล้ว  จูหยวนจางก็ดำเนินการปราบปรามกองกำลังต่อต้านมองโกลก๊กต่างๆ โดยในปี พ.ศ.1906 สามารถพิชิตเฉินอิ่วเหลียงลงได้  ในปี พ.ศ.1907 จู่หยวนจางก็ตั้งตนเป็นหวางปกครองหนานจิง  ถึงปี พ.ศ.1910 นครไคเฟิงที่กองทัพโพกผ้าแดงยึดกลับมาได้นั้นกลับถูกทหารมองโกลยึดไปได้อีก  หลิวฟุตงเสียชีวิตในสมรภูมิ  จูหยวนจางจึงส่งทหารไปให้การคุ้มครองเสี่ยวหมิงหวาง  แต่แทนที่จะให้การคุ้มครองเป็นอย่างดีกลับวางแผนสังหาร โดยที่จูหยวนจางได้วางแผนสังหารเสี่ยว หมิงหวางด้วยการสั่งให้สมุนของตนล่มเรือที่ประทับของเสี่ยวหมิงหวางในขณะที่สด็จประทับเรือข้ามแม่น้ำฉางเจียง  ต่อมาในปี พ.ศ.1910 ก็สามารถพิชิตจางสื้อเฉิงได้สำเร็จ ในที่สุดบรรดากองกำลังต่อต้านมองโกลที่เข้มแข็งต่างๆ ก็ถูกจูหยวนจางปราบปรามลงได้หมด  กองทัพของจูหยวนจางจึงยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นจนไร้คู่แข่งแย่งจงอำนาจที่เข้มแข็งอีกต่อไป  จากนั้นจูหยวนจางจึงเตรียมการยกทัพขึ้นเหนือเพื่อขับไล่มองโกลต่อไป
ในปี พ.ศ.1911 จูหยวนจางก็ยกกองทัพที่มีกำลังทหารถึง 250,000 คนบุกขึ้นเหนือ  ยกกองทัพเป็น 3 กอง  เดินเป็นสามเส้นทาง  มุ่งตรงสู่เมืองหลวงต้าตูของมองโกลโดยพร้อมเพรียงกัน  กองทัพของมองโกลนั้นแม้ว่าจะมีความสามารถในเชิงยุทธ์สูง  แต่ในยามที่จักรพรรดิไร้ความสามารถและไม่มีแม่ทัพที่เก่งกาจก็เป็นเสมือนมังกรไร้เศียร  ฉะนั้นชั่วระยะเวลาเพียงไม่นานเมืองต้าตูก็แตก จักรพรรดิชุ่นตี้และข้าราชบริพารหลบหนีออกจากต้าตู กลับกลับสู่ดินแดนมองโกลอย่างไม่คิดชีวิต หลังจากที่ยึดเมืองได้แล้วจูหยวนจางก็ให้เปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่เป็นเป่ยผิง (ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเป่ยจิงหรือปักกิ่ง) ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงเหนือให้คู่กับเมืองหนานจิงแปลว่าเมืองหลวงใต้
เมื่อขับไล่มองโกลพ้นไปจากแผ่นดินจีนแล้ว จูหยวนจางก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิทรงพระนามว่าหงหวู่  ก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองแผ่นดินจีน  ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่หนานจิง  จากนั้นจึงได้ทำสงครามต่อเนื่องกันนานถึง 20 ปี ปราบปรามทั้งข้าศึกภายนอกและเสี้ยนหนามภายในจนหมดสิ้น จึงสามารถรวมจีนเป็นเอกภาพและปึกแผ่นได้สำเร็จ  ในเรื่องดาบมังกรหยก บทบาทของจูหยวนจางมีกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเพียงไม่กี่ตอนเท่านั้น โดยให้น้ำหนักไปที่เซี้ยหงอซุ่นมากกว่า ซึ่งตามความจริงทางประวัติศาสตร์ได้มีบันทึกไว้ว่า  ก่อนที่จูหยวนจางจะได้เป็นจักรพรรดิ เคยเป็นสมาชิกลัทธิเม้งก้าหรือพรรคจรัสมาก่อน  โดยเป็นสมาชิกพรรคจรัสที่ก่อการอยู่ในภาคใต้  บทบาทของกลุ่มจูหยวนจางมีกลุ่มบุคคลที่อยู่ในระดับนำคือจูหยวนจาง เซี้ยหงอซุนและชื้อตั๊ก (สีต๋า)
ส่วนในเรื่อง “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม” แม้ว่าเนื้อเรื่องจะเน้นเกี่ยวกับชีวประวัติของเตียซำฮงหรือจางซันฟงผู้ก่อตั้งสำนักบู๊ตึ้งก็ตาม  แต่เนื้อหามากกว่า-ครึ่งหนึ่งเน้นที่บทบาทในการขับไล่มองโกลของจูหยวนจาง  ซึ่งเตียซำฮงก็ได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือจูหยวนจางกู้ชาติด้วย  ข้อเท็จจริงตามเรื่องนี้จึงค่อนข้างจะสับสนในแง่ของเวลาและบทบาทสำคัญของเตียซำฮง ทั้งนี้เพราะตามประวัติบางสำนวนที่เชื่อถือได้และยอมรับกันโดยทั่วไปนั้น  เตียซำฮงเป็นคนในสมัยปลายราชวงศ์ซ่งดังนั้นในตอนที่จูหยวนจางก่อการกู้ชาติอายุของเตียซำฮงก็คงจะเหยียบร้อยไปแล้ว  ในขณะที่ในเรื่องฤทธ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้มนั้นเตียซำฮงยังอยู่ในวัยหนุ่ม  ดังนั้นรายละเอียดเกี่ยวกับเตียซำฮงในเรืองดาบมังกรหยกจึงน่าเชื่อถือมากกว่า
สำหรับเนื้อเรื่องของวีรบุรุษจอมราชันจะเน้นชีวประวัติของจูหยวนจางโดยตรง  จึงมีรายละเอียดที่ค่อนข้างจะตรงกับความจริงมากกว่า  แม้ว่าจะมีการต่อเติมเสริมแต่งเข้าไปบ้างในหลายๆ ตอน  ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมที่อาศัยความในตำนานและนิยายหรือเสริมแต่งให้เป็น “นิยายกำลังภายใน” ก็ตาม  แต่เนื้อความโดยรวมแล้วให้ภาพของจอมราชันผู้นี้ได้อย่างซัดเจนทีเดียว
ไม่ว่านิยายกำลังภายในและภาพยนตร์โทรทัศน์ดังกล่าวจะเสนอภาพรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่อเติมเสริมแต่งแค่ไหนก็ตาม  แต่ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ในยุคนั้นว่า  ในยุคที่จีนถูกปกครองโดยผู้นำที่เป็นชาวต่างชาติ คนจีนถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไร  ชี้ให้เห็นการรวมตัวกันต่อต้านการกดขี่ของพวกมองโกลอย่างหาญกล้า และที่สำคัญก็คือชี้ให้เห็นถึงการไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาวนายากจนผู้หนึ่งที่อาคัยกลยุทธ์ต่างๆ  ในการต่อสู้ฟันฝ่าขวากหนามไปสู่เป้าหมายที่ประสงค์ได้
           ที่จูหยวนจางสามารถจะไต่เต้าขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกรได้ ก็น่าด้วยเหตุผลสำคัญ คือ
ประการที่ 1 จูหยวนจางมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า โดยในระยะแรกๆ เขาอาจจะมีความมุ่งมั่นแค่ขับไล่มองโกล  แต่ยิ่งเห็นมีคนมาสยบกับคนมากขึ้นเท่าไร  ความมักใหญ่ใฝ่สูงก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ  หูเหวยหยงผู้ที่มีโอกาสได้เป็นอัครเสนาบดีคนหนึ่งของจูหยวนจางมองเห็นลักษณะส่วนนี้ดี  ดังนั้นเมื่อเขามีโอกาสที่จะเลือกที่จะเป็นฝ่ายเฉินอิ่วเหลียงกับจูหยวนจาง  เขาก็ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่กับจูหยวนจาง
ประการที่ 2 แม้จูหยวนจางจะมักใหญ่ใฝ่สูง  มีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกร  แต่เขาก็ยังคงมีความอดทนกว่าผู้นำก๊กอีกหลายก๊ก  เขาอดทนรอจนกระทั่งสามารถแน่ใจได้ว่าหนทางที่จะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ของเขาไร้ขวากหนามและมีความมั่นคงพอ นั่นแหละเขาจึงจะประกาศตนเป็น “จักรพรรดิ” ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อคำแนะนำของจูเซิงดังกล่าวแล้วข้างต้น  ดังนั้นต่อเมื่อปราการแน่นหนาแลเศรษฐกิจมั่นคงแล้วนั่นแหละเขาจึงก้าวจะขึ้นนั่งบนบัลลังก์
ประการที่ 3 จูหยวนจางเป็นผู้กล้าได้กล้าเสีย  ในท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทั้งต้องต่อสู้กับต่างชาติ รวมทั้งต้องต่อสู้กับชาวจีนด้วยกันเอง  หากเกิดความลังเลตัดสินใจผิดพลาดเแม้แต่เพียงนิดเดียว  ผลที่ได้อาจพลิกกลับเป็นตรงกันข้ามไปทันที  คนอย่างจูหยวนจางรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ดี ฉะนั้นเมื่อคราวถึงคับขันเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อที่จะได้(หรืออาจจะเสีย) การเปิดสงครามกับเฉินอิ่วเหลียงทันทีทันใดทั้งๆ ที่กำลังรบอยู่กับจางสือเฉิงนั้น  นับเป็นการเสี่ยงชนิดที่เอาชีวิตและอนาคตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว  เพราะทางเลือกที่จะได้รับจากสงครามครั้งนี้คือ “บัลลังก์มังกร” หรือไม่ก็ “ตาย” แต่หากจูหยวนจางลังเลไม่กล้าตัดสินใจเพียงเล็กน้อย  ทาง “ตาย” ของเขาก็จะมีโอกาสเกิดได้สูงขึ้นกว่าอีกทางหนึ่ง
สามัญชนผู้หนึ่งสามารถที่จะก้าวขึ้นบัลลังก์มังกรได้นั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นั้นย่อมมีอะไรที่เหนือกว่าบุคคลทั่วๆ ไปอย่างแน่นอน หลิวปังชาวนาผู้ยากไร้ในปลายสมัยราชวงศ์ฉินก็เคยก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์นี้มาแล้ว มาบัดนี้จูหยวนจางก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่สามารถกระทำการดังกล่าวได้  และเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสองนี้ล้วนมีคุณลักษณะที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งก็คือ ทั้งสองพร้อมที่จะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นบริวารและยินดีรับฟังคำแนะนำของบุคคลเหล่านั้น  จูหยวนจางจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ “ไม่ต้องเป็นปราชญ์ แต่ต้องรู้จักปราชญ์” เพียงแต่จูหยวนจางนั้นมีคุณลักษณะอีกบางประการที่แตกต่างไปจากหลิวปัง อันเป็นผลให้มีรอยด่างปรากฏอยู่ในชีวประวัติจนมิอาจที่จะชำระล้างได้
รอยด่างนี้อาจปรากฏให้เห็นได้บ้างแล้วในช่วงก่อนขึ้นครองบัลลังก์  และปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์และปราบปรามอริราชศัตรูจนราบคาบแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 38

37 มังกรหยก : การประสานความจริงเข้ากับความแต่งอย่างแนบเนียน เน้นขับสาระความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ สังคมและการเมืองให้เด่นล้ำ มังกร...