วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 38


37
มังกรหยก :
การประสานความจริงเข้ากับความแต่งอย่างแนบเนียน
เน้นขับสาระความคิดเกี่ยวกับมนุษย์
สังคมและการเมืองให้เด่นล้ำ

มังกรหยกเป็นนิยายกำลังภายในสามเรื่องชุดของกิมย้ง  ซึ่งแต่ละภาคนั้นถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และภาพยนตร์โทรทัศน์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง  นับเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความนิยมอย่างสูงยากที่จะหานิยายประเภทเดียวกันเรื่องใดเทียบได้  นิยายมังกรหยกทั้งสามภาคนี้  กิมย้งเขียนขึ้นโดยอาศัยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาเป็นภูมิหลังของเรื่องดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว  ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อให้อ่านสนุกสนานได้รสตามแบบของนิยายกำลังภายใน  แต่ด้วยความสามารถในเชิงการประพันธ์จึงอาจที่จะกล่าวได้ว่า  กิมย้งได้ผสมผสานความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เขาหยิบเอามาเป็นภูมิหลังให้เข้ากับความแต่งที่เขาใช้จินตนาการเขียนขึ้นมาได้อย่างแนบแน่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน  มีความสมจริงสมจังราวกับว่าตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ นับเป็นการปลุกชีวิตและวิญญาณของประวัติศาสตร์จีนในยุคปลายสมัยราชวงศ์ซ่ง  จนถึงปลายสมัยราชวงศ์หยวนให้ลุกขึ้นมาโลดแล่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ระหว่างความแต่งกับความจริงนั้น  กิมย้งสามารถที่จะผสมผสานในส่วนที่เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กับเหตุการณ์ที่ดำเนินไปตามท้องเรื่องให้เป็นเนื้อเดียวกัน ให้ดูราวกับว่าเป็นเรื่องจริงได้อย่างดีเยี่ยม  อย่างเช่นในภาคแรกและภาคที่สอง  ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่กิมย้งนำมาแสดงไว้ในท้องเรื่องก็คือ เหตุการณ์ในตอนที่มองโกลโจมตีเมืองเซียงเอี๋ยง อันเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญของราชวงศ์ซ่งใต้  ในภาคแรกกิมย้งได้จับเอาเหตุการณ์ตั้งแต่เตมูจินหรือเจงกิสข่านดำเนินการรวบรวมชนเผ่ามองโกลทั้งหลายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  โดยสร้างตัวละครเอกคือก๊วยเจ๋งให้เป็น “ลูกจีน” ที่ได้ถือกำเนิดและเติบโตในดินแดนมองโกลเป็นผู้ช่วยเหลือที่สำคัญ
ต่อมาเมื่อมองโกลกับจีนได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมรบกับพวกกิมหรือแมนจู เจงกิสข่านก็ได้ก๊วยเจ๋งเป็นกำลังสำคัญ  โดยที่กิมย้งได้สร้างเงื่อนไขให้ก๊วยเจ๋งมีความแค้นต่อผู้นำคนสำคัญของแมนจูคือ “ง้วนอ้วนเลียก” โดยที่ง้วนอ้วนเลียกคือผู้ที่ฆ่าบิดาของเขาและทำให้มารดาของเขาต้องระหกระเหินจากแผ่นดินเกิดไปอยู่ในดินแดนมองโกล  ต่อมาเมื่อก๋วยเจ๋งรู้ว่าเจงกิสข่านมีแผนการที่จะยึดครองแผ่นดินจีน  เขาจึงหนีจากมองโกลกลับสู่แผ่นดินเกิด  และได้เป็นผู้นำชาวยุทธ์ในการดำเนินการต่อต้านมองโกลที่เมืองเซี่ยงเอี๊ยง  ซึ่งตามประวัติศาสตร์ การรบที่เมืองเซี่ยงเอี๊ยงครั้งสำคัญๆ หลายครั้งเกิดจากการอาสาของประชาชนด้วย  การให้ก๊วยเจ๋งเป็นผู้นำชาวยุทธ์ต่อต้านมองโกลที่เซียงเอี๋ยงจึงนับเป็นการผสมผสานความจริงกับความแต่งให้เข้ากันได้อย่างแนบเนียนยิ่งจุดหนึ่ง
ในตอนที่เซลุยผู้เป็นบุตรคนที่สี่ของเจงกิสข่าน และเป็นเพื่อนร่วมสาบานของก๊วยเจ๋งกำลังจะยกกองทัพเข้าโจมตีเซียงเอี๋ยงอยู่นั้นเจงกิสข่านก็เสียชีวิตลง  ตามความจริงในประวัติศาสตร์ก็ตรงกันกับในนวนิยาย ต่างกันเพียงแต่สถานที่เสียชีวิต  ในขณะที่ในเรื่องมังกรหยกเจงกิสข่านเสียชีวิตในดินแดนมองโกล  ส่วนในประวัติศาสตร์นั้นเจงกิสข่านเสียชีวิตที่ซีเซี่ย  ภายหลังจากโจมตีซีเซี่ยแตกแล้วและกำลังจะยกทัพกลับ  ในเรื่องมังกรหยกกิมย้งไม่ได้เอ่ยถึงสงครามซีเซี่ย  แต่จะอย่างไรก็คงมีความสมเหตุสมผล ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่เจงกิสข่านเสียชีวิตในดินแดนซีเซี่ยนั้น  พวกมองโกลพยายามปิดเป็นความลับ  โดยในการอัญเชิญศพกลับมองโกล ทหารมองโกลได้ฆ่าผู้ที่รู้เห็นเสียไม่น้อยเพื่อมิให้ข่าวรั่วไหล หลังจากที่เจงกิสข่านเสียชีวิตเชลุยก็ถอยทัพกลับ  ความสงบสุขจึงกลับมาสู่ชายแดนจีนอีกวาระหนึ่ง  มังกรหยกภาคแรกจึงจบลงตรงนี้
จากนั้นเรื่องราวของมังกรหยกภาคที่สองก็เริ่มขึ้นที่เอี้ยก้วยทายาทของเอี้ยคัง ซึ่งก๊วยเจ๋งและอึ้งย้งได้ให้การเลี้ยงดู  เนื่องจากความจริงในประวัติศาสตร์นั้นเป็นระยะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในมองโกล  เป็นผลให้มองโกลหยุดการรุกรานจีนอยู่ระยะหนึ่ง  กิมย้งจึงสามารถดึงเรื่องราวกลับสู่วงยุทธจักรได้อีกโดยมีเอี้ยก้วยเป็นตัวเอกเดินเรื่อง ความขัดแย้งและการคลี่คลายของโครงเรื่องที่ดำเนินไปทั้งหมดก็ผสานสอดคล้องกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์  อันสามารถบรรจบกันได้ระหว่างความจริงกับความแต่งในตอนท้ายเรื่อง  อันเป็นช่วงที่เหมิงเกอข่านขึ้นครองอำนาจในมองโกลและเริ่มรุกรานจีนอีกครั้งหนึ่ง ความขัดแย้งหลักในเรื่องมังกรหยกภาคสองนั้น  เป็นความขัดแย้งระหว่างเอี้ยก้วยกับก๊วยเจ๋งอึ้งย้ง  ซึ่งเป็นผลมาจากภาคแรกที่อึ้งย้งมีส่วนสำคัญในอันที่ทำเอี้ยคังผู้เป็นบิดาของเอี้ยก้วยต้องจบชีวิตลง แล้วจึงเป็นผลต่อเนื่องให้เอี้ยก้วยผูกใจเจ็บแค้นก๊วยเจ๋งอึ้งย้ง  และเมื่อเรื่องค่อยๆ คลี่คลายไปจนเอี้ยก้วยรับรู้ความจริงเกี่ยวกับบิดาของตนจนเลิกผูกใจเจ็บก๊วยเจ๋งอึ้งย้งในที่สุด  นอกจากนั้นแล้วเอี้ยก้วยก็มีส่วนเป็นอย่างมากในการคลี่คลายสลายปมขัดแย้งของเหล่าจอมยุทธ์ที่มีสืบเนื่องมาจากใภาคแรก อันส่งผลให้ตอนท้ายเรื่องที่กิมย้งนำไปผูกไว้กับประวัติศาสตร์ในตอนที่เหมิงเกอข่านยกทัพมาโจมตีเมืองเซียงเอี๋ยง  ก๊วยเจ๋งจึงได้อาศัยเงื่อนไขนี้รวบรวบชาวยุทธ์ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้  จนสามารถต่อสู้มองโกลผู้รุกรานแตกพ่ายกลับไป  สามารถป้องกันเมืองเซียงเอี๋ยงไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง  กำลังรบที่สำคัญของฝ่ายก๊วยเจ๋งนอกเหนือจากเหล่าจอมยุทธ์โดยทั่วไปแล้ว  ผู้ที่มีบทบาทมากก็คือเอี้ยก้วยซึ่งเหตุการณ์ในตอนนี้กิมย้งแต่งให้เอี้ยก้วยเป็นผู้สังหารเหมิงเกอข่าน  แต่ในความจริงนั้นเหมิงเกอข่านไม่ไดัเสียชีวิตที่เชียงเอี๋ยง  แต่เสียชีวิตในคราวบุกเสฉวนเพื่อโอบล้อมเข้าตีแผ่นดินจีนทางตะวันตกเฉียงใต้  ซึ่งในการสงครามที่เสฉวนคราวนั้น  แม่ทัพชาวจีนที่สำคัญนั้นแซ่เอี้ยนามบุ๋น ซึ่งตัวแม่ทัพเอี้ยบุ๋นผู้นี้แหละ  ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครอย่างเอี้ยก้วยในภาคที่สองนี้
การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของประวัติศาสตร์ในตอนนี้ของกิมย้ง  แม้ว่าจะทำให้ข้อเท็จจริงเสียไป (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผู้แต่งนิยายไม่มีความจำเป็นจะต้องยึดถือความจริงไปเสียทั้งหมด) แต่ก็ทำให้เนื้อเรื่องสมเหตุสมผลดีกว่าที่จะแต่งไปตามความเป็นจริงทั้งหมด  อีกทั้งยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงวีรกรรมของชาวเมืองเซียงเอี๋ยงซึ่งประวัติศาสตร์จีนได้บันทึกถึงความหาญกล้าในการต่อสู้กับมองโกลผู้รุกรานอย่างชัดเจน  อันเป็นการขับสาระแห่งความคิดรักชาติบ้านเมืองและการรวมตัวกันต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานของเหล่าวีรชนผู้ไม่มีชื่อบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์  เป็นการลุกฮือขึ้นต่อสู้กับผู้รุกรานของคนที่ไม่เคยคิดหวังผลตอบแทน  โดยแม้แต่ชื่อของตนเองก็ยังมิปรารถนาที่จะให้ใครได้รู้จัก  ไม่ว่าจะเป็นผู้คนในยุคสมัยนั้นหรือยุคสมัยต่อมาก็ตาม
มังกรหยกภาคสองจบลงตอนที่เหมิงเกอข่านเสียชีวิต  กองทัพมองโกลจำต้องยกกลับและเกิดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติกัน   เป็นผลให้ชายแดนด้านเหนือของจีนกลับเข้าสู่ภาวะสงบอีกครั้ง  ก่อนที่จะต้องเผขญหน้ากับการรุกรานในปีรุ่งขึ้น คือปี พ.ศ.1803  และเมืองเซียงเอี๋ยงอันเป็นฉากสำคัญของเรื่องมังกรหยกก็ถูกรุกรานในปี  พ.ศ.1810  ชาวเมืองได้รวมพลังกันต่อต้านอย่างทรหดอีกครั้งหนึ่ง  โดยสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้ถึง 6 ปี  แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้โดยที่ราชสำนักซึ่งไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแม้แต่น้อย  หลังจากนั้นอีก 6 ต่อมา คือในปี พ.ศ.1822 ราชวงศ์ซ่งใต้ก็จบบทบาททางประวัติศาสตร์ของตน  แผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของมองโกลหรือราชวงศ์หยวน
ส่วนในภาคที่สามหรือดาบมังกรหยกนั้น  เป็นเหตุการณ์การต่อสู้ขับไล่มองโกลในปลายสมัยราชวงศ์หยวน โดยเน้นบทบาทสำคัญของพรรคจรัสหรือเม้งก้า  อันเป็นกลุ่มต่อต้านมองโกลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์  ถือได้ว่าเป็นสมาคมลับในยุคแเรกๆ ของจีนที่มีพื้นฐานความคิดมาจากคำสอนของลัทธิแมนนี ซึ่งวิวัฒนาการมาจากศาสนาโชโรอัสเตอร์ของเปอร์เซีย
ก่อนจะว่าถึงเรื่องราวของพรรคจรัสที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีน ใคร่ขอแทรก เรื่องราวความเป็นมาของลัทธิแมนนีโดยย่อๆ พอประดับความรู้ดังนี้
ลัทธิแมนนีหรือแมนอิคีอิสม์ (Manihaeism) ออกเสียงเป็นภาษาจีนว่าม้อก้าหรือเม้งก้า เป็นลิทธิศาสนาที่รวมหลักศาสนาดังๆ เมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อน  อันได้แก่ศาสนาโชโรอัสเตอร์เป็นแกนหลัก  ประยุกต์เข้ากับคำสอนของศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์นิกายนอสติค (Gnostic Christ)  โดยท่านแมนนี (พ.ศ.7517) ชาวกรุงบาบิโลน ประเทศเปอร์เซีย  แมนนีได้เริ่มเผยแผ่ลัทธิศาสนาของท่านเมื่อท่านมีอายุได้ 27 ปี  โดยท่านได้เดินทางไปเผยแผ่ไปจนเอเซียกลาง  อินเดีย  และภาคตะวันตกของจีน  แล้วจึงกลับเปอร์เซียเมื่อปี พ.ศ.1813 เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอน  ท่านก็ถูกมะกีหรือพระแห่งศาสนาพื้นเมืองเบียดเบียน ทั้งยังถูกลงทัณฑ์ทรมานและถลก หนังจากพระเจ้าบาหรัมที่ 1 กษัตริย์แผ่นดินเปอร์เซียจนตายในที่สุด  ยังผลให้คัมภีร์ท่านศาสดาผู้นี้สูญหายไปทั้งหมด
หลักของลัทธิแมนนีเป็นประเภททวินิยมอันเชื่อในหลักการสองอย่าง คือเทพฝ่ายแสงสว่างและพญามารอันเป็นฝ่ายความมืด  หลักการของลัทธินี้เชื่อว่าในอดีตนั้นพญามารได้รุกรานอาณาจักรแห่งแสงสว่าง  เทพเจ้าแห่งแสงสว่างผู้สร้างมนุษย์คนแรกได้เข้าต่อสู้ด้วยจนพญามารพ่ายแพ้ไป แม้กระนั้นพญามารก็ได้กลืนเอาเนื้อหาของเสงสว่างไปไม่น้อย ข้าพเจ้าแสงเสงสว่างจึงพยายามบังคับให้พญามารคายออกมาให้จงได้ ส่งที่พญามารคายออกมาจึงเป็นพระอาทิตย์  พระจันทร์  ส่วนร่างของพญามารก็กลายเป็นโลก  ด้วยเหตุนี้โลกจึงประกอบไปด้วยทั้งสิ่งที่ดีแลชั่ว
ฉะนั้นลัทธิแมนนีจึงถือเป็นภาระที่จะทำให้เศษแห่งแสงสว่างที่ยังคงค้างอยู่ในโลก ได้หลุดพ้นไปจากโลกไปเก็บไว้ที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  เมื่อแสงสว่างนั้นบริสุทธิ์ก็จะกลับไปสู่แหล่งเดิมคือ “แนวแห่งความรุ่งโรจน์“ (ซึ่งน่าจะหมายถึงช้างช้างเผือกนั่นเอง)   หรือ “อาณาจักรแห่งแสงสว่าง”จากนั้นโลกซึ่งเป็นกายของพญามารก็จะถูกทำลายจนหมดสิ้น  คงเหลืออยู่ก็แต่อาณาจักรแห่งแสงสว่างแต่เพียงอย่างเดียว  
ลัทธิแมนนีเข้าไปมีบทบาทในประเทศจีนตั้งแต่ปี พ.ศ.1238 ถึง  พ.ศ.1388  ในรัชสมัยถังหวู่จงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง  ลัทธิแมนนีก็กลายเป็นลัทธินอกกฎหมาย  อันเนื่องมาจากคำสั่งของราชสำนัก  นับแต่นั้นมาลัทธิแมนนีก็เริ่มมีความเกี่ยวพันกับการเมืองมากขึ้น โดยคำสอนเน้นหนักในทางต่อต้านชนชั้นปกครองที่กดขี่  ทำให้ลัทธิแมนนีแพร่หลายไปในหมู่ของประชาชนผู้ถูกกดขี่อย่างรวดเร็ว  ถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง สาวกของลัทธินี้ได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธไว้ต่อต้านรัฐบาลโดยเฉพาะ  และได้ก่อเหตุจลาจลโค่นล้มรัฐบาลหลายครั้งด้วยกันแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งปลายสมัยราชวงศ์หยวนตามที่ปรากฏในดาบมังกรหยก
พวกเม้งก้าหรือพรรคจรัสในคาบมังกรหยกนั้น แม้ว่าจะมีหลักการที่ผิดเพื้ยนไปจากหลักของลัทธิแมนนีเดิมบ้าง  แต่ก็ถือได้ว่าหลักใหญ่ใจความสำคัญยังไม่เปลี่ยนแปลง  กล่าวคือยังมีความเชื่อในเรื่องเทพแห่งแสงสว่างแลพญามารแห่งความมืดอยู่  ส่วนข้อปฏิบัติปลีกย่อยมีความเชื่อของพุทธและเต๋าเข้าไปผสมอยู่มาก  สาวกของลัทธินี้เน้นการปฎิบัติตนไปในทางมังสวิรัติ คือ ไม่ดื่มสุรา ไม่ฆ่าสัตว์   รับประทานอาหารมังสวิรัต ไม่กินกระเทียมหรือสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมร้อนแรง  ปฎิบัติตนอย่างง่ายๆ สวมเสื้อผ้าที่ประหยัดซึ่งมักเป็นนุ่งขาวห่มขาว  เมื่อตายก็ประกอบพิธีศพอย่างง่ายๆ ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย
นอกจากนั้นแล้ว  ลักษณะที่เด่นชัดอีกประการหนึ่งของลัทธิแมนนีที่กิมย้งได้เน้นให้เห็นอย่างเด่นชัดในดาบมังกรหยกก็คือ  การยกย่องหญิงสาวที่ประพฤติพรหมจรรย์และมีความสามารถสูงให้เป็นใหญ่ คือเป็นประมุขของลัทธินี้   ซึ่งตามในเรื่องดาบมังกรหยกนั้นก็ระบุไว้ชัดเจนว่า  ลัทธิแมนนีในเปอร์เซียนั้นมีประมุขเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ และพรรคจรัสในจีนก็ถีอว่าเป็นสาขาหนึ่งของลัทธิแมนนีในเปอร์เซีย
            พรรคจรัสหรือเม้งก้าได้เข้ามาเกี่ยวพันกับการเมืองจีนโดยตรงในปลายสมัยราชวงศ์หยวน  เนื่องจากสาเหตุสำคัญคือพวกมองโกลนั้นได้กระทำการกดขี่ประชาชนอย่างรุนเรง  พวกเขาจึงพยายามรวมตัวกันประกาศคนเป็นกลุ่มต่อต้านมองโกลอย่างเปิดเผย  ในนามของกองทัพโพกผ้าแดงร่วมกับลัทธิบัวขาว  ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาให้การสนับ  ให้การสนับสนุนหันหลินเอ๋อ (ฮั่นลิ้มยี่) ทายาทของหานชันถงผู้อ้างคนว่าเป็นหลานทวดรุ่นที่ 8 ของจักรพรรดิองค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์ซ่ง   แต่ในเรื่องดาบมังกรหยกนั้นหานหลินเอ๋อเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น
ความแนบเนียนในการประสมประสานความแต่งกับความจริงทางประวัติศาสตร์ในภาคที่สามนี้  อาจกล่าวได้ว่ากิมย้งทำได้ดียิ่งสามารถที่จะผสมผสานพฤติกรรมของตัวละครที่สมมุติขึ้นกับตัวละครที่เป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์อย่างลงตัวเหมาะเจาะ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ก็มีความเกี่ยวพันกับตัวละครที่มีอยู่จริงอย่างแนบแน่น  ทั้งยังนำไปผูกไว้กับตัวละครและเหตุการณ์ที่สมมุติขึ้นอย่างมีเหตุมีผลสมจริงจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน  ดังจะเห็นได้ซัดเจนในหลายต่อหลายตอน  เช่น ในตอนที่เกี่ยวกับจูหยวนจางซึ่งมีฐานกำลังและประกอบวีรกรรมอยู่ทางภาคใต้นั้น  กิมย้งก็ให้ผู้อ่านได้รับรู้โดยผ่านการเล่าเหตุการณ์อันเป็นไปตามความจริงในประวัติศาสตร์โดยตัวละครตัวหนึ่ง  ให้สามารถนำมาบรรจบกับเหตุการณ์และตัวละครที่แต่งขึ้นคือ  เตียบ่อกี้และพลพรรคของพรรคจรัส  ดังนั้นสงครามระหว่างพรรคจรัสกับพวกมองโกลในตอนท้ายของเรื่อง อันเป็นผลให้ฝ่ายมองโกลเพลี่ยงพล้ำนั้น จึงเป็นการเปิดโอกาสให้จูหยวนจางสามารถที่จะเอาชัยต่อมองโกลได้  และฉกฉวยโอกาสที่เตียบ่อกี้เกิดความลังเลใจในการเลือกเอาระหว่างการเป็นประมุขพรรคจรัสกับการหลบลี้ไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับเตี๋ยวเมี่ยง- เจ้าหญิงมองโกล  จูหยวนจางจึงสามารถครอบครองกองกำลังของพรรคจรัสได้สำเร็จ  เตียบ่อกี้ได้หลุดพ้นออกจากเส้นทางการเมืองเรื่องอำนาจไปในที่สุด  อันเป็นการสอดคล้องกับความจริงทางประวัติศาสตร์  เพราะบนเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ย่อมไม่มีตัวตนของคนที่ชื่อเตียบ่อกี้ แต่บุคคลที่มีบทบาทในความเป็นจริงนั้นก็คือจูหยวนจางผู้สามารถใช้ศิลปะแย่งชิงอำนาจจากหันหลินเอ๋อ สามารถใช้กองกำลัง พรรคจรัสเป็นฐานกำลังรุกไล่มองโกลได้สำเร็จและตั้งตนเป็นจักรพรรดิสถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองจีน และเมื่อได้อำนาจทางการเมืองโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ขจัดพรรคจรัสให้หลุดพ้นไปจากวงจรอำนาจของตน
กิมย้งอาจสามารถดัดแปลงข้อปลีกย่อยในประวัติศาสตร์ให้ประสมประสานเข้ากับโครงเรื่องที่พยายามวางให้เดินไปตามแกนหลักที่เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน  จนอาจมีผู้หลงผิดคิดว่าเป็นเรื่องจริงได้  ฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะยึดถือเหตุการณ์ในเรื่องว่าเป็นเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์  ทั้งตัวของผู้ประพันธ์เองก็คงจะมิได้หวังที่จะให้เป็นเช่นนั้น  แต่สิ่งที่เราอาจจะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ประพันธ์มุ่งหวังแลต้องการเสนอก็คือ ผู้ประพันธ์ต้องการเสนอความคิดที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ในประวัติศาสตร์ และสัจธรรมแห่งการต่อสู้ทางการเมืองในประวัติศาสตร์ไว้อย่างชัดเจน
ในภาคที่หนึ่ง กิมยังได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านตัวเอกคือก๊วยเจ๋ง ซึ่งสร้างให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรมตามแบบฉบับของวีรบุรุษชาวจีนทั่วๆ ไป  โดยส่วนตัวก๊วยเอ๋งเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ และกตัญญรู้คุณ  ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียวที่คุณธรรมด้านนี้ของก๊วยเจ๋งได้รับการฝึกอบรมจากผู้เป็นมารดา  จนกลายเป็นคุณลักษณะประจำตัวที่เด่นชัดขึ้นตามลำดับ  โดยมีเอี้ยคังเป็นตัวเปรียบเทียบ ให้ขับความเด่นของก๊วยเจ๋งให้ปรากฏแจ่มจ้าขึ้นอีก  แต่จะอย่างไรก็ตาม คุณธรรมเหล่านี้ก็หาได้เหนือไปกว่า “ความรักชาติ” ไม่  ดังนั้นถึงแม้ก๊วยเจ๋งจะได้รับการเลี้ยงดูอุปการะเป็นอย่างดีจากเจงกิสข่านจนกลายเป็นบุญคุณที่ก๊วยเจ๋งสำนึกอยู่ตลอดเวลา  จึงไม่แปลกอะไรเลยที่ก๊วยเจ๋งจะช่วยเจงกิสข่านปราบวาชือจือมอ และปราบพวกแมนจูตามที่เจงกิสข่านต้องการ  แต่เมื่อเขารู้ว่าเจงกิสข่านจะยกทัพบุกจีน  เขาก็พร้อมที่จะสู้รบกับเจงกิสข่านผู้มีพระคุณและเซลุยผู้เป็นเพื่อนร่วมสาบาน  ทั้งนี้เพราะคุณธรรมสูงสุดนั้นก็คือ ความรักชาติ  ความเสียสละที่มีต่อชาติบ้านเมือง
หากเมื่อมองก๊วยเจ๋งโดยเปรียบเทียบกับเอี้ยก้วยในภาคที่สอง  เราจะพบว่าโดยแท้จริงแล้ว ความคิดรักชาติบ้านเมืองของก๊วยเจ๋งนั้นอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาและทุกคนที่มีคุณธรรมจักต้องกระทำเช่นนี้  แต่สำหรับเอี้ยก้วยผู้ยึดถือในลัทธิปัจเจกชนนิยม  ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางสังคม  จนอาจกล่าวได้ว่าเขานั้นมิใช่วีรบุรุษผู้ทรงคุณธรรมตามแบบของขงจื๊อ  มิใช่วีรบุรุษผู้กล้าที่ทรงคุณธรรมในยุทธจักร  แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วคนอย่างเอี้ยก้วย(รวมทั้งอึ้งเอี๊ยะชือ) ก็พร้อมที่จะเสียสละเพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองเหมือนกับคนอื่นๆ  นี่ยิ่งเป็นข้อสรุปได้ว่า  ความรักชาติบ้านเมืองและการต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานนั้นเป็นคุณธรรมสูงสุดที่ทุกคนจักต้องกระทำไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม และเมื่อถึงภาคที่สามเราก็จะพบว่า แม้บุคคลที่ถูกคนทั่วไปประณามว่าเป็นคนเลวทรามต่ำช้าอย่างสมาชิกพรรคจรัสนั้นเล่าก็มีความรักชาติบ้านเมืองไม่ด้อยไปกว่าบุคคลที่ได้รับการยกย่องหรือย่องตนเองว่าเป็นคนดีแต่อย่างใด   ทั้งยังเป็นความรักชาติและกระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยไม่หวังส่งตอบแทนใดๆ  แม้กระทั่งคำยกย่องเยินยอหรือชื่อเสียง         
ทั้งก๊วยเจ๋ง เอี้ยก้วยและเตียบ่อกี้  ล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีความรักชาติบ้านเมืองอย่างแรงกล้า  และกระทำการเพื่อชาติโดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งไม่มีความกระสันที่จะมีอำนาจทางการเมืองทั้งๆ ที่มีโอกาส  ทั้งนี้เพราะในทัศนะของกิมย้งแล้ว  บุคคลเหล่านี้ล้วนดีเกินไป  จึงไม่มีลักษณะของความเป็น “นักการเมือง” อยู่ในตัว  ดังที่เขาให้ข้อสรุปเกี่ยวกับเตียบ่อกี้ไว้ในบันทึกท้ายเรื่องดาบมังกรหยกตอนหนึ่งว่า
ประวัติศาสตร์ทางการเมือง 3000 ปีของจีนได้สร้างข้อสรุปไว้เช่นนี้แล้วผู้นำทางการเมืองที่ป่ระสบความสำเร็จของจีนนั้น  มีเงื่อนไขข้อแรกคือ“หนักแน่น” กินความถึงความหนักแน่นในการควบคุมตัวเอง  หนักแน่นที่จะอนุโลมตามคนอื่น(เพื่อรักษาอำนาจของตัว-ผู้แปล) และหนักแน่นเหี้ยมโหดต่อศัตรูทางการเมือง  เงื่อนไขข้อสองคือ “ตัดสินใจแจ่มชัดฉับไว”  และข้อสามคือ “กระสันอำนาจอย่างแรงกล้า”
 ( สำนวนแปล : ถาวร   สิกขโกศล ใน สะกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก” )
ก๊วยเจ๋งอาจจะมีอยู่บ้างสักครึ่งข้อ  แต่ที่เขาสามารถเป็นผู้นำชาวยุทธ์ในการต่อต้านมองโกลได้  เพราะเขามีวิทยายุทธ์สูงและมีภรรยาคืออึ้งย้งผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นผู้คอยให้การช่วยเหลือ  แต่สำหรับเอี้ยก้วยและเตียบ่อกี้แล้ว  มิมีแม้เพียงครึ่งข้อ  ที่เอี้ยก้วยสามารถรวมพลังเหล่าจอมยุทธ์ต่อต้านมองโกลได้ก็เป็นเพราะเขาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้สักครึ่งข้อ  เตี้ยบ่อกี้สามารถเป็นผู้นำพรรคจรัสได้นั้นเพียงเพราะเขาเคยสร้างบุญคุณให้กับเหล่าผู้นำพรรคจรัส  มีตาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในพรรค  มีประสบการณ์พิเศษที่ทุกคนในพรรคยอมรับ  และที่สำคัญที่สุดก็คือเตียบ่อกี้มีความเกี่ยวพันกับเตียซำฮงเจ้าสำนักบู๊ตึ้ง ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้สามารถที่จะทำให้ภาพของพรรคจรัสที่เคยถูกประณามเป็นพวกมารดูดีขึ้นมาบ้างในสายตาของชาวยุทธ์.  แต่อำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงของพรรคมิได้อยู่ที่เตียบ่อกี้  อำนาจที่แท้กลับอยู่ที่กลุ่มผู้นำอันมีเอี้ยเซียวเป็นแกนหลัก  ฉะนั้นเมื่อหมดภาระการขับไล่มองโกลแล้ว  การลาออกจากหัวหน้าพรรคจรัสของเตียบ่อกี้จึงมิได้มีผู้ใดยับยั้งด้วยความบริสุทธิ์ใจนอกเหนือจากที่เป็นไปโดยมารยาทเท่านั้น
เมื่อเสร็จศึกมองโกลแล้ว  แม้จูหยวนจางจะไม่วางแผนสร้างความเข้าใจผิดต่อสมาชิกคนสำคัญพรรคจรัสอย่างเซี้ยหงอซุ่น ชื้อตั๊ก หรือคนอื่นๆ หรือไม่ก็ตาม  เตียบ่อกี้ก็คงไม่มีปรารถนาที่จะก้าวขึ้นสูบัลลังก์มังกร  การวางแผนของจูหยวนจางจึงเป็นเพียงการกระตุ้นให้เตียบ่อกี้สละตำแหน่งประมุขพรรคจรัสเร็วขึ้นเท่านั้นเอง  ทั้งนี้เพราะเตียบ่อกี้ขาดคุณสมบัติทั้งสามประการข้างต้นนั่นเอง
กลุ่มผู้นำพรรคจรัสหลายคนมีคุณสมบัติทั้งสามประการข้างต้นอยู่บ้าง  แต่พวกเขาก็ยังคงมีไม่ครบทุกประการเหมือนจูหยางจาง  บางคนอาจเหี้ยมโหดแต่ไม่กระสันอำนาจ  บางคนอยากมีอำนาจแต่เสียที่ไม่มีความหนักแน่นพอ  บางคนอาจมีทั้งความกระสันทางการเมืองและมีความหนักแน่นเพียงพอ  แต่เสียดายที่เขาตัดสินใจช้าไป  ปล่อยให้จูหยวนจางแย่งยื้อเอาโอกาสไปเสียในที่สุด เหล่านี้จึงประสานสอดคล้องกับความจริงทางประวัติศาสตร์ที่จูหยวนจางคือผู้ที่ได้รับอาณัติจากสวรรค์อย่างแท้จริง
แม้กิมย้งจะสร้างตัวละครต่างๆ ขึ้นมามากมาย และใช้กลวิธีการประพันธ์จนสามารถทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพให้ดูคล้ายกับเป็นภาพแห่งความเป็นจริงในประวัติศาสตร์  ทำให้เหตุการณ์ในอดีตปรากฏอยู่ในจินตนาการของผู้อ่านได้อย่างแจ่มชัดราวกับว่าจะสามารถสร้างภาพแห่งความจริงให้ปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้อ่านได้  แต่ถึงที่สุดแล้ว “ภาพ” ที่ปรากฏนั้นย่อมยากที่จะยืนยันว่านั่นคือความเป็นจริง  เฉกเดียวกับภาพเหตุกาณ์ในประวัติศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์พยายามค้นหาหลักฐานมาปะติดปะต่อเข้าให้ดูเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีต  แต่มีใครบ้างที่จะสามารถยืนยันได้ว่าภาพเหล่านั้นเป็นความจริงทั้งหมด
เตียบ่อกี้ที่มีชีวิตชีวาโลดแล่นอยู่ในดาบมังกรหยก  นับเป็นบุคคลที่ทุกคนยอมรับตรงกันว่าเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งที่กิมย้งเสกสรรปั้นแต่งขึ้นจากจินตนาการ  ในขณะที่ตัวละครอีกหลายตัวมีทั้งที่มีหลักฐานว่าเป็นบุคคลจริงที่มีชีวิตอยู่ในประวัติศาสตร์และเป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์สร้างขึ้น  แต่ตัวละครที่สร้างจากบุคคลจริงมีส่วนใดคือความจริงส่วนใดคือความลวง  มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้บ้าง !?
บางทีตัวละครที่เกิดจากจินตนาการล้วนๆ ก็สามารถให้ความจริงที่เกี่ยวกับตัวละครที่สร้างจากบุคคลจริงๆ เยี่ยงจูหยวนจางได้มากกว่าบุคลิกลักษณะที่กิมย้งสร้างขึ้นมาจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์เสียอีกก็ได้

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 37


36
การต่อต้านการกดขี่และการลุกขึ้นสู้ของชาวจีนสมัยหยวน
จากดาบมังกรหยกถึงวีรบุรุษจอมราชัน

หลังจากที่ยึดครองจีนได้หมดแล้ว กุบไลข่านก็ได้ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิตามคตินิยมของชาวจีน  เฉลิมพระนามตนเองตามแบบจีนว่าจักรพรรดิหยวนซื่อจู่หรือหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้  ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ปักกิ่ง  หลังจากสิ้นรัชสมัยของกุบไลข่าน อันเป็นยุคที่ราชวงศ์หยวนมีความเจริญสูงสุดแล้ว  ก็มีจักรพรรดิขึ้นปกครองจีนตามลำดับอีกรวม 10 พระองค์  เป็นเวลาทั้งสิ้น 90 ปี ก็ถึงกาลสิ้นราชวงศ์
ตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ราชวงศ์หยวนปกครองจีนนั้น  ถือได้ว่าเป็นยุคแห่งความเจ็บแค้นของชาวจีน  ทั้งนี้เพราะชาวจีนถูกกดขี่ข่มเหงในทุกๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือทางด้านการเมือง  คนจีนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศถูกลดเป็นพลเมืองชั้นที่สามและสี่  อันมีฐานะทางสังคมที่ต่ำต้อยกว่าชาวมองโกลซึ่งเป็นพลเมืองชั้นที่หนึ่ง  มีอภิสทธิ์สูงสุดถึงขนาดมีสิทธิที่จะทุบตีหรือแม้แต่ฆ่าคนจีนได้  หากถือว่าเป็นความผิดก็จะได้รับโทษแค่ชดใช้ด้วยเงินเท่านั้น  นอกจากนั้นแล้วพวกมองโกลยังยกให้ชนชาวต่างชาติในแถบตะวันตกของจีนที่เคยเป็นพันธมิตรกับมองโกล  เป็นพลเมืองชั้นที่สองที่มีฐานะสูงกว่าชาวจีนโดยทั่วๆ ไปเสียอีก
ส่วนในราซสำนักหยวนนั้น  ถึงแม้ราชวงศ์หยวนจะรับเอาวัฒนธรรมจีนไปใช้อย่างเต็มที่ในรัชสมัยของจักรพรรดิหยวนเหยินจง(พ.ศ.1854-1863) แต่ราซสำนักก็หาได้ให้ความไว้วางใจให้ชาวจีนได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ ไม่  ดังนั้นในราชสำนักจึงเต็มไปด้วยขุนนางข้าราซการที่เป็นชาวต่างชาติ  ไม่ว่าจะเป็นพวกซิตัน ธิเบต แมนจู อาหรับและเปอร์เซีย ตลอดจนชาวตะวันตกอย่างอิตาลีและฝรั่งเศส เป็นต้น  ซึ่งหากมองในแง่ดีก็มีผลดีในแง่ของการนำเอาความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ ตลอดจนวิทยาการในการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเช่นปืนใหญ่เข้ามา  แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น  หลังจากสิ้นรัชสมัยกุบไลข่านแล้ว  ภายในราชสำนักก็มีเหตุวุ่นวายอยู่ตลอดอันเนื่องมาจากเกิดการแก่งแย่งราชบัลลังก์กันทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาล ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นเหตุวุ่นวายที่รุนแรงถึงขั้นเกิดเป็นสงครามกลางเมืองก็มี
เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การรวมตัวกันของชาวจีนในระดับต่างๆ เพื่อลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่และอำนาจรัฐของมองโกลทั่วทุกหัวระแหง  จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิหยวนหุ้ยจงหรือจักรพรรดิซุ่นตี้ (พ.ศ.1877-1913) อันเป็นรัชกาลสุดท้ายของราชวงศ์  ก็มีเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งกาลอวสานของราชวงศ์หยวน นั่นก็คือในปี พ.ศ.1886 แม่น้ำหวงเหอได้เกิดอุทกภัยขึ้นแล้วตามด้วยทุพภิกขภัยต่อเนื่องกัน ยังผลให้ชาวนาต้องอดอยากยากจนและถึงแก่ความตายก็มาก มิหนำซ้ำก็ยังถูกเกณฑ์แรงงานไปขุดซ่อมคลองต้ายุ่นเหอที่ตื้นเขินอีก ทำให้ชาวนาต้องประสบกับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง  กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่โหมให้ไฟขบถลุกลามไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกองทัพขบถขึ้นหลายกลุ่มด้วยกัน  ซึ่งกลุ่มที่สำคัญคือ
1.กลุ่มของฉีเส้าฮุย  ซึ่งตั้งคนเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองฉีซุ่ย  ต่อมาฉีเส้าฮุยก็ถูกเฉินอิ่วเหลียง (ตั้งอิ้วเลี้ยง-ศิษย์ของเซ้งคุนในเรื่องดาบมังกรหยก) นายทหารในสังกัดวางแผนสังหารแย่งการนำตั้งตนเป็นใหญ่แทน
2.กลุ่มกองทัพโพกผ้าแดง ซึ่งมีหันซานถงและหลิวฟุตงเป็นผู้นำ กลุ่มนี้มีฐานกำลังสำคัญที่เป็นพลพรรคของสมาคมบัวขาว (ไป๋เหลียนเจื้ยว) และพลพรรคลัทธิเม้งก้า(พรรคจรัสในดาบมังกรหยก)  หันชานถงนั้นอ้างตัวว่าเป็นหลานทวดรุ่นที่ 8 ของซ่งฮุ่ยจงฮ่องเต้  จักรพรรดิองค์ที่ 8 แผ่นดินราชวงศ์ซ่งเหนือ  หลังจากที่หันชานถงเสียชีวิตลง  บุตรชายนามหันหลินเอ๋อก็ได้เป็นผู้นำต่อมา  หันหลินเอ๋อผู้นี้ก็คือฮั่นลิ้มยี่ในดาบมังกรหยกนั่นเอง
3.กลุ่มของกว๋อจื่อซิงที่เมืองโหวโจว กลุ่มนี้นั้นถือได้ว่าเป็นสายหนึ่งของกองทัพโพกผ้าแดง  หลังจากที่กว๋อจื่อจงเสียชีวิตลงในราวปี พ.ศ.1898  จูหยวนจางจึงได้เข้ายึดกุมอำนาจทั้งหมดไว้ได้ บุคคลสำคัญของกลุ่มนี้นอกจากจูหยวนจางแล้วก็มีฉางอวี่ซุนและสีต๋าที่เป็นเพื่อนร่วมสาบาน  ซึ่งก็คือจูง่วนเจียง เซี้ยหงอซุ่น และชื้อตั๊กในเรื่องดาบมังกรหยกนั่นเอง
ต่อมาหันหลินเอ๋อได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “เสี่ยวหมิงหวาง”- กษัตริย์แสงสว่างองค์เล็ก  แต่ด้วยที่เป็นคนด้อยความสามารถ ดังนั้นจึงถูกจูหยวนจางกำจัดเสียพร้อมๆ กับหลิวฟุตง  หลังจากนั้นจูหยวนจางจึงกลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นของพลพรรคโพกผ้าแดงแต่เพียงผู้เดียว
4.กลุ่มที่มีจางสื้อเฉิงเป็นผู้นำ  กลุ่มนี้ครอบครองพื้นที่แถบเมืองผิงเจียง  มีอิทธิพลแผ่กว้างครอบคลุมแถบเมืองซูโจวและหังโจว
5.กลุ่มที่มีฟางกั๋วเจินเป็นผู้นำ กลุ่มนี้ตั้งมั่นและมีอิทธิพลครอบคลุมดินแดนจีนภาคใต้
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงนี้  กิมย้งได้นำไปเป็นเค้าโครงเรื่องมังกรหยกภาคสาม ที่เน้นให้เห็นถึงบทบาทในการต่อต้านมองโกลของพรรคจรัสที่มีเตียบ่อกี้เป็นผู้นำ   นอกจากนั้นแล้วเหตุการณ์ในช่วงเดียวกันนี้ก็มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์แล้วอย่างน้อยสองเรื่อง คือ “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม ภาค 1” ซึ่งเป็นการสร้างจากชีวประวัติของจางซันฟง (เตียซำฮง) ผู้วางรากฐานวิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึ้ง แต่เนื้อเรื่องก็เน้นให้เป็นถึงการก่อขบถของจูหยวนจางอย่างชัดเจนมาก และเรื่อง“วีรบุรุษจอมราชัน”  ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้รายละเอียดของชองชีวิตและการไต่เต้าทางการเมืองจากสามัญชนสู่จักรพรรดิ  จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตอันโดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกรของจูหยวนจาง
จูหยวนจางเกิดในตระกูลชาวนายากจนเมื่อปี พ.ศ.1871 ทวดและปู่เคยเป็นทาสติดที่นาของเจ้าที่ดิน  บิดาเคยโยกย้ายไปทำมาหากินในหลายต่อหลายถิ่นด้วยความยากจน  จนกระทั่งภายหลังไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองหังโจว  จูหยวนจางมีพี่ชาย 3 คน  เขาเป็นคนสุดท้อง  ในวัยเด็กนั้นเคยเป็นเด็กเลี้ยงวัวของเศรษฐี  และมีตำนานเล่าว่าจูหยวนจางและเพื่อนๆ ได้ลักวัวเศรษฐีมาฆ่ากินด้วยความอดอยาก เตียบ่อกี้ในเรื่องดาบมังกรหยกก็ได้มีโอกาสรู้จักกับจูหยวนจางในตอนนี้เอง
พอจูหยวนจางอายุได้  16 ปี  เกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาดอย่างรุนแรง  พ่อแม่และพื่ชายเสียชีวิตเกือบหมด คงเหลืออยู่ก็แต่จูหยวนจางและพื่ชายคนรองเท่านั้น ทั้งสองเลยต้องประกอบอาชีพขอทาน  เร่ร่อนขออาหารไปจนกระทั่งถึงวัดหวังเจียวซื่อและบวชเป็นสามเณรอยู่ที่นั่น แต่ก็ใช่ว่าความอดอยากจะหมดไป   ไม่ทั้งนี้เพราะวัดเองก็ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ  ดังนั้นจูหยวนจางจึงต้องออกภิกขาจารไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องสึกและไปสมัครเป็นทหารในกองทัพโพกผ้าแดงที่มี กว๋อจื่อซิงเป็นหัวหน้าเมื่ออายุได้ประมาณ 24  ปีในราว พ.ศ.1895
ในภาพยนตร์ชุดวีรบุรุษจอมราชันได้เพิ่มเกร็ดชีวิตของจูหยวนจางก่อนที่จะไปสมัครเป็นทหารในกองทัพของกว๋อจื่อซิงไว้หลายตอน เช่น ในระหว่างที่บวชอยู่ที่วัดหวังเจียวซื่อ  จูหยวนจางได้พบกับเกาปิงอดีตขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชวงศ์ซ่ง  ด้วยปณิธานที่จะต่อสู้ขับไล่มองโกลผู้รุกราน  ทำให้เกา ปิงตัดสินใจสอนวิชาการต่อสู้ให้ พร้อมทั้งมอบตราหยกและพระบรมราชโองการให้เก็บรักษาไว้  เพื่อส่งมอบให้กับผู้มีบารมีที่สามารถเป็นกษัตริย์ได้ต่อไป จากนั้นจูหยวนจางก็ได้พบกับสีต๋าในตอนที่ถูกเกณฑ์ไป่สร้างเขื่อน ทั้งสองได้สาบานเป็นพี่น้องกันและวางแผนหลบหนีจนพลัดพรากจากกัน จูหยวนจางเองต้องตกไปอยู่ในชุมโจร  เมื่อชุมโจรถูกพวกมองโกลยกกำลังเข้าโจมตีแตก จูหยวนจางก็ได้กำลังกองโจรจำนวนหนึ่งเป็นพรรคพวกพากันหลบหนีทหารมองโกลไปได้ จนได้พบกับสีต๋าอีกครั้ง  จากนั้นจึงพากันไปสมัครเป็นทหารต่อต้านมองโกลในกองทัพของกว๋อจื่อซิง
ในกองทัพของกว๋อจื่อซิง ถึงเแม้ว่าจูหยวนจางจะถูกกลั่นแกล้งจากลูกชายทั้งสองของกว๋อจื่อซิง แต่ตัวของกว๋อจื่อซิงเองยังมีความไว้วางใจที่หยวนจางเป็นคนเฉลียวฉลาด  มีไหวพริบและมีความกล้าหาญในการสู้รบ  จึงรับจูหยวนจางไว้เป็นนายทหารคนสนิทและยกลูกสาวบุญธรรมให้เป็นภรรยา  หลังจากที่กว๋อจื่อซิงเสียชีวิตในปี พ.ศ.1898  กองทัพของกว๋อจื่อซิงทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจูหยวนจาง  ในขณะเดียวกันหลิวฟุตงที่นำกำลังโพกผ้าแดง บุกพิชิตเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือได้หลายเมือง  จากนั้นก็ได้สถาปนาหันหลินเอ๋อบุตรชายของหันชานถงขึ้นเป็นกษัตริย์เสี่ยวหมิงหวาง  จูหยวนจางซึ่งขณะนั้นถือได้ว่าเป็นผู้นำของกองกำลังหลักกองทัพโพกผ้าแดงทางภาคใต้แทนกว๋อจื่อซิง  ก็รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารผู้ช่วยฝ่ายซ้ายของเสี่ยวหมิงหวาง  (คือผู้ช่วยอัครเสนาบดีกลาโหมนั่นเอง)
             ในปี พ.ศ.1899 จูหยวนจางสามารถยึดเมืองหนานจิง (นานกิง) ได้  ถึงตอนนี้แม้ว่าจูหยวนจางจะมีกองกำลังที่เข้มแข็งพอที่จะปราบกองกำลังกู้ชาติก๊กต่างๆ  ลงได้โดยไม่ยากนัก  แต่เขาก็ยังมิได้ตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ดังที่ผู้นำของก๊กอื่นๆ นิยมกระทำกัน  เขายังคงแสดงออกให้เห็นว่าเขายังยอมรับฐานะของกษัตริย์เสี่ยวหมิงหวางอยู่  ทั้งนี้เพราะจูหยวนจางเชื่อในคำแนะนำของจู่เซิง-ปราชญ์เฒ่าผู้แสวงหาความสงบวิเวกแห่งเขาหนานซาน(่ซึ่งจูหยวนจางได้เดินทางไปเสาะหาหลังเสร็จภาระการพิชิตหนานจิง) ที่บอกว่า “สร้างปราการให้แน่นหนา พัฒนาเศรษฐกิจให้มั่นคง อย่าเพิ่มรีบตั้งตนเป็นกษัตริย์” ด้วยคำแนะนำนี้-จูหยวนจางจึงได้เร่งดำเนินการสร้างกลไกในการปกครองทั้งทางฝ่ายทหารและพลเรือนให้มั่นคง โดยให้อำนาจทั้งหมดนั้นขึ้นตรงต่อตนเพียงคนเดียว  จากนั้นก็ให้มีการพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนอยู่ดีกินดีโดยทั่วหน้า ปรับปรุงกองทัพให้มีความเข้มแข็ง และพยายามเสาะแสวงหาปราชญ์และผู้มีความสามารถในด้านต่างๆ มารับราชการ  นับเป็นการวางแผนระยะยาวในการรวมประเทศให้เป็นเอกภาพอย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
หลังจากที่ได้พัฒนากองทัพให้มีความเข้มแข็งขึ้นแล้ว  จูหยวนจางก็ดำเนินการปราบปรามกองกำลังต่อต้านมองโกลก๊กต่างๆ โดยในปี พ.ศ.1906 สามารถพิชิตเฉินอิ่วเหลียงลงได้  ในปี พ.ศ.1907 จู่หยวนจางก็ตั้งตนเป็นหวางปกครองหนานจิง  ถึงปี พ.ศ.1910 นครไคเฟิงที่กองทัพโพกผ้าแดงยึดกลับมาได้นั้นกลับถูกทหารมองโกลยึดไปได้อีก  หลิวฟุตงเสียชีวิตในสมรภูมิ  จูหยวนจางจึงส่งทหารไปให้การคุ้มครองเสี่ยวหมิงหวาง  แต่แทนที่จะให้การคุ้มครองเป็นอย่างดีกลับวางแผนสังหาร โดยที่จูหยวนจางได้วางแผนสังหารเสี่ยว หมิงหวางด้วยการสั่งให้สมุนของตนล่มเรือที่ประทับของเสี่ยวหมิงหวางในขณะที่สด็จประทับเรือข้ามแม่น้ำฉางเจียง  ต่อมาในปี พ.ศ.1910 ก็สามารถพิชิตจางสื้อเฉิงได้สำเร็จ ในที่สุดบรรดากองกำลังต่อต้านมองโกลที่เข้มแข็งต่างๆ ก็ถูกจูหยวนจางปราบปรามลงได้หมด  กองทัพของจูหยวนจางจึงยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นจนไร้คู่แข่งแย่งจงอำนาจที่เข้มแข็งอีกต่อไป  จากนั้นจูหยวนจางจึงเตรียมการยกทัพขึ้นเหนือเพื่อขับไล่มองโกลต่อไป
ในปี พ.ศ.1911 จูหยวนจางก็ยกกองทัพที่มีกำลังทหารถึง 250,000 คนบุกขึ้นเหนือ  ยกกองทัพเป็น 3 กอง  เดินเป็นสามเส้นทาง  มุ่งตรงสู่เมืองหลวงต้าตูของมองโกลโดยพร้อมเพรียงกัน  กองทัพของมองโกลนั้นแม้ว่าจะมีความสามารถในเชิงยุทธ์สูง  แต่ในยามที่จักรพรรดิไร้ความสามารถและไม่มีแม่ทัพที่เก่งกาจก็เป็นเสมือนมังกรไร้เศียร  ฉะนั้นชั่วระยะเวลาเพียงไม่นานเมืองต้าตูก็แตก จักรพรรดิชุ่นตี้และข้าราชบริพารหลบหนีออกจากต้าตู กลับกลับสู่ดินแดนมองโกลอย่างไม่คิดชีวิต หลังจากที่ยึดเมืองได้แล้วจูหยวนจางก็ให้เปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่เป็นเป่ยผิง (ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเป่ยจิงหรือปักกิ่ง) ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงเหนือให้คู่กับเมืองหนานจิงแปลว่าเมืองหลวงใต้
เมื่อขับไล่มองโกลพ้นไปจากแผ่นดินจีนแล้ว จูหยวนจางก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิทรงพระนามว่าหงหวู่  ก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองแผ่นดินจีน  ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่หนานจิง  จากนั้นจึงได้ทำสงครามต่อเนื่องกันนานถึง 20 ปี ปราบปรามทั้งข้าศึกภายนอกและเสี้ยนหนามภายในจนหมดสิ้น จึงสามารถรวมจีนเป็นเอกภาพและปึกแผ่นได้สำเร็จ  ในเรื่องดาบมังกรหยก บทบาทของจูหยวนจางมีกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเพียงไม่กี่ตอนเท่านั้น โดยให้น้ำหนักไปที่เซี้ยหงอซุ่นมากกว่า ซึ่งตามความจริงทางประวัติศาสตร์ได้มีบันทึกไว้ว่า  ก่อนที่จูหยวนจางจะได้เป็นจักรพรรดิ เคยเป็นสมาชิกลัทธิเม้งก้าหรือพรรคจรัสมาก่อน  โดยเป็นสมาชิกพรรคจรัสที่ก่อการอยู่ในภาคใต้  บทบาทของกลุ่มจูหยวนจางมีกลุ่มบุคคลที่อยู่ในระดับนำคือจูหยวนจาง เซี้ยหงอซุนและชื้อตั๊ก (สีต๋า)
ส่วนในเรื่อง “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม” แม้ว่าเนื้อเรื่องจะเน้นเกี่ยวกับชีวประวัติของเตียซำฮงหรือจางซันฟงผู้ก่อตั้งสำนักบู๊ตึ้งก็ตาม  แต่เนื้อหามากกว่า-ครึ่งหนึ่งเน้นที่บทบาทในการขับไล่มองโกลของจูหยวนจาง  ซึ่งเตียซำฮงก็ได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือจูหยวนจางกู้ชาติด้วย  ข้อเท็จจริงตามเรื่องนี้จึงค่อนข้างจะสับสนในแง่ของเวลาและบทบาทสำคัญของเตียซำฮง ทั้งนี้เพราะตามประวัติบางสำนวนที่เชื่อถือได้และยอมรับกันโดยทั่วไปนั้น  เตียซำฮงเป็นคนในสมัยปลายราชวงศ์ซ่งดังนั้นในตอนที่จูหยวนจางก่อการกู้ชาติอายุของเตียซำฮงก็คงจะเหยียบร้อยไปแล้ว  ในขณะที่ในเรื่องฤทธ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้มนั้นเตียซำฮงยังอยู่ในวัยหนุ่ม  ดังนั้นรายละเอียดเกี่ยวกับเตียซำฮงในเรืองดาบมังกรหยกจึงน่าเชื่อถือมากกว่า
สำหรับเนื้อเรื่องของวีรบุรุษจอมราชันจะเน้นชีวประวัติของจูหยวนจางโดยตรง  จึงมีรายละเอียดที่ค่อนข้างจะตรงกับความจริงมากกว่า  แม้ว่าจะมีการต่อเติมเสริมแต่งเข้าไปบ้างในหลายๆ ตอน  ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมที่อาศัยความในตำนานและนิยายหรือเสริมแต่งให้เป็น “นิยายกำลังภายใน” ก็ตาม  แต่เนื้อความโดยรวมแล้วให้ภาพของจอมราชันผู้นี้ได้อย่างซัดเจนทีเดียว
ไม่ว่านิยายกำลังภายในและภาพยนตร์โทรทัศน์ดังกล่าวจะเสนอภาพรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่อเติมเสริมแต่งแค่ไหนก็ตาม  แต่ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ในยุคนั้นว่า  ในยุคที่จีนถูกปกครองโดยผู้นำที่เป็นชาวต่างชาติ คนจีนถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไร  ชี้ให้เห็นการรวมตัวกันต่อต้านการกดขี่ของพวกมองโกลอย่างหาญกล้า และที่สำคัญก็คือชี้ให้เห็นถึงการไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาวนายากจนผู้หนึ่งที่อาคัยกลยุทธ์ต่างๆ  ในการต่อสู้ฟันฝ่าขวากหนามไปสู่เป้าหมายที่ประสงค์ได้
           ที่จูหยวนจางสามารถจะไต่เต้าขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกรได้ ก็น่าด้วยเหตุผลสำคัญ คือ
ประการที่ 1 จูหยวนจางมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า โดยในระยะแรกๆ เขาอาจจะมีความมุ่งมั่นแค่ขับไล่มองโกล  แต่ยิ่งเห็นมีคนมาสยบกับคนมากขึ้นเท่าไร  ความมักใหญ่ใฝ่สูงก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ  หูเหวยหยงผู้ที่มีโอกาสได้เป็นอัครเสนาบดีคนหนึ่งของจูหยวนจางมองเห็นลักษณะส่วนนี้ดี  ดังนั้นเมื่อเขามีโอกาสที่จะเลือกที่จะเป็นฝ่ายเฉินอิ่วเหลียงกับจูหยวนจาง  เขาก็ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่กับจูหยวนจาง
ประการที่ 2 แม้จูหยวนจางจะมักใหญ่ใฝ่สูง  มีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกร  แต่เขาก็ยังคงมีความอดทนกว่าผู้นำก๊กอีกหลายก๊ก  เขาอดทนรอจนกระทั่งสามารถแน่ใจได้ว่าหนทางที่จะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ของเขาไร้ขวากหนามและมีความมั่นคงพอ นั่นแหละเขาจึงจะประกาศตนเป็น “จักรพรรดิ” ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อคำแนะนำของจูเซิงดังกล่าวแล้วข้างต้น  ดังนั้นต่อเมื่อปราการแน่นหนาแลเศรษฐกิจมั่นคงแล้วนั่นแหละเขาจึงก้าวจะขึ้นนั่งบนบัลลังก์
ประการที่ 3 จูหยวนจางเป็นผู้กล้าได้กล้าเสีย  ในท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทั้งต้องต่อสู้กับต่างชาติ รวมทั้งต้องต่อสู้กับชาวจีนด้วยกันเอง  หากเกิดความลังเลตัดสินใจผิดพลาดเแม้แต่เพียงนิดเดียว  ผลที่ได้อาจพลิกกลับเป็นตรงกันข้ามไปทันที  คนอย่างจูหยวนจางรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ดี ฉะนั้นเมื่อคราวถึงคับขันเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อที่จะได้(หรืออาจจะเสีย) การเปิดสงครามกับเฉินอิ่วเหลียงทันทีทันใดทั้งๆ ที่กำลังรบอยู่กับจางสือเฉิงนั้น  นับเป็นการเสี่ยงชนิดที่เอาชีวิตและอนาคตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว  เพราะทางเลือกที่จะได้รับจากสงครามครั้งนี้คือ “บัลลังก์มังกร” หรือไม่ก็ “ตาย” แต่หากจูหยวนจางลังเลไม่กล้าตัดสินใจเพียงเล็กน้อย  ทาง “ตาย” ของเขาก็จะมีโอกาสเกิดได้สูงขึ้นกว่าอีกทางหนึ่ง
สามัญชนผู้หนึ่งสามารถที่จะก้าวขึ้นบัลลังก์มังกรได้นั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นั้นย่อมมีอะไรที่เหนือกว่าบุคคลทั่วๆ ไปอย่างแน่นอน หลิวปังชาวนาผู้ยากไร้ในปลายสมัยราชวงศ์ฉินก็เคยก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์นี้มาแล้ว มาบัดนี้จูหยวนจางก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่สามารถกระทำการดังกล่าวได้  และเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสองนี้ล้วนมีคุณลักษณะที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งก็คือ ทั้งสองพร้อมที่จะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นบริวารและยินดีรับฟังคำแนะนำของบุคคลเหล่านั้น  จูหยวนจางจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ “ไม่ต้องเป็นปราชญ์ แต่ต้องรู้จักปราชญ์” เพียงแต่จูหยวนจางนั้นมีคุณลักษณะอีกบางประการที่แตกต่างไปจากหลิวปัง อันเป็นผลให้มีรอยด่างปรากฏอยู่ในชีวประวัติจนมิอาจที่จะชำระล้างได้
รอยด่างนี้อาจปรากฏให้เห็นได้บ้างแล้วในช่วงก่อนขึ้นครองบัลลังก์  และปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์และปราบปรามอริราชศัตรูจนราบคาบแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 6

5
ศึกชิงเจ้าปฐพีปลายยุครณรัฐ
การสัประยุทธ์ระหว่างฉินกับเจ้า ฉีและเว่ย



ในปลายยุคจ้านกว๋อ การรบสู้ระหว่างแคว้นต่างๆ ยิ่งเข้มข้นขึ้นตามลำดับ  แต่ละแคว้นต่างก็พยายามเฟ้นหานักปราชญ์มาเสริมกำลังตนให้เข้มแข็ง ในขณะเดียวกัน “ปราชญ์” เองก็พยายามเสนอตัวต่อผู้ปกครองของแคว้นต่างๆ  เพื่อแสดงความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในการไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมือง
ชูฉิน- ศิษย์สำนักหุบผาปีศาจรุ่นหลังซุนปินและผังเจวียน ได้ใช้กลยุทธ์ประสานแนวดิ่งเพื่อรวมพลังหกแคว้นต่อต้านแคว้นฉินได้เพียงไม่กี่ปี  ก็ถูกศิษย์ร่วมสำนัก คือจางอี้ ใช้กลยุทธ์เชื่อมแนวขวางทำลายพันธมิตรแนวดิ่งได้สำเร็จ  แคว้นทั้งหกอันประกอบด้วย ฉี ฉู่ เว่ย หาน และเอี้ยน  ก็แตกแยกกันจนไม่มีโอกาสที่จะร่วมมือกันอีกเลย
ในขณะที่ตัวของชูฉินเอง หลังจากที่ครองตำแหน่งอัครเสนาบดีหกแคว้นได้ไม่นาน ก็ถูกเหล่าขุนนางผู้เสียผลประโยชน์ทั้งหกแคว้นรวมหัวกันต่อต้านทวงตำแหน่งของตนคืน ขจัดชูฉินออกจากเส้นทางการเมืองส่งตัวไปเป็นอัครเสนาบดีเมืองนรกในที่สุด
ส่วนจางอี้นั้นเล่าก็หาได้มีบั้นปลายชีวิตที่ดีไปกว่าซูฉินสักเท่าใดไม่  พอเหล่าขุนนางผู้สูญเสียประโยซน์ของแคว้นฉินเห็นว่าจางอี้คนนี้ชักจะเป็นที่โปรดปรานและมีผลงานดีเด่นเกินหน้าเกินตาพวกตน ก็รุมกันกล่าวหาใส่ร้ายจนเจ้าผู้ครองแคว้นฉินชักจะไม่ค่อยไว้วางใจ  ดีแต่จางอี้ไหวตัวทัน  จึงใช้ลิ้นน้อยๆ ของเขากล่าวเจรจาจนสามารถหลบลี้หนีหน้าจากแคว้นฉินไปพำนักอยู่แคว้นเว่ย จางอี้พำนักอยู่แคว้นเว่ยไม่นานก็ล้มป่วยและเสียชีวิตในที่สุด
หมดยุคของซูฉินกับจางอี้แล้ว ก็เข้าสู่ยุคของฟ่านซุย (ฮวมซุยในเลียดก๊ก)เจ้าของกลยุทธ์ “สามัคคีแคว้นไกล โจมตีแคว้นใกล้” อันเป็นกลยุทธ์ที่จิ๋นซีฮ่องเต้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรวมอาณาจักรได้สำเร็จในอีกเพียงครึ่งศตวรรษต่อมา
ภาพยนตร์ชุด “ศึกชิงเจ้าปฐพี” เปิดเรื่องด้วยบทบาทของซูฉินและจางอี้ นับแต่ทั้งคู่ลงจากหุบผาปีศาจพร้อมกับคัมภีร์ “ไท่กงอิน” คนละครึ่งเล่ม แล้วใช้วิชาความรู้จากคัมภีร์ขับเคี่ยวกันจนจบชีวิตลงทั้งสองคน ทำให้เด็กหนุ่มนาม “ฟ่านซุย” ฉกชิงคัมภีร์ “ไท่กงอิน” ทั้งสองส่วนไปได้  ซึ่งก็กลายเป็นว่าฟ่านซุยมีคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์อยู่ในมือ และเป็นปมสำคัญที่นำไปสู่การขับเคี่ยวกันทางการเมืองและการล้างแค้นกันเป็นการส่วนตัวระหว่างฟ่านซุยฝ่ายหนึ่ง กับเมิ่งฉางจวิน ซิ่นหลิงจวินและผิงหยวนจวิน อีกฝายหนึ่ง
ฟ่านซุยกุมนโยบายสำคัญของแคว้นฉิน ในขณะที่เมิ่งฉางจวิน  ่ซิ่นหลิงจวินและผิงหยวนจวินกุมนโยบายสำคัญของแคว้นฉี เว่ย และเจ้า ตามลำดับ  นับเป็นการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านแคว้นฉินเป็นครั้งสุดท้ายของแคว้นฉี เว่ย และเจ้า  แต่น่าเสียดายที่มิอาจดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ทั้งนี้เพราะเป็นการรวมตัวกันบนพื้นฐานของความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน
อันว่าฟ่านซุยนั้นถือกำเนิดจากครอบครัวยากจนในแคว้นเว่ย ในวัยหนุ่มมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข  มีความตั้งใจที่จะรับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาของเว่ยหวาง  แต่ด้วยเหตุที่มิได้เกิดมาในตระกูลผู้ดีเก่า  ฉะนั้นจึงถูกขัดขวางจากเสนาบดีคนสำคัญนามเว่ยฉี ฟ่านซุยจึงได้ไปขออาศัยอยู่กับซูเจี่ยซึ่งเป็นขุนนางระดับกลาง  หวังให้ซูเจี่ยสนับสนุนให้มีตำแหน่งทางการเมือง
ต่อมาฟ่านซุยได้ติดตามซูเจี่ยซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตเดินทางไปเจรจากับแคว้นฉี ฟ่านซุยได้แสดงความสามารถในเชิงการทูตจนฉีเซียงหวางมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง  ถึงกับลอบส่งคนไปติดสินบนเกลี้ยกล่อมให้ฟ่านซุยพำนักอยู่ที่แคว้นฉี  แต่ฟ่านซุยยังมีความหวังที่จะได้ทำนุบำรุงแคว้นเว่ยอยู่จึงปฎิเสธ  เมื่อซูเจี่ยทราบเข้าก็เกิดสงสัยว่าฟ่านซุยจะคบคิดกับแคว้นฉีในการที่เป็นภัยต่อแคว้นเว่ย  จึงบอกเรื่องราวทั้งหมดต่อเว่ยฉี  เว่ยฉีจึงให้จับตัวฟ่านซุยมาคาดคั้นเอาความจริงและกระทำทารุณกรรมฟ่านซุยจนกระดูกขาหักสลบไป เว่ยฉีเข้าใจว่าฟ่านซุยตายแล้วจึงให้นำไปขังไว้ในห้องอาจม เมื่อฟ่านซุยฟื้นมาจึงได้ติดสินบนผู้คุม  หลบหนีออกจากที่กักขังได้ กลับถึงบ้านก็วางแผนให้ภรรยาจัดงานศพของตนเพื่อลวงเว่ยฉี  ส่วนตัวเองก็ได้หลบหนีไปพำนักรักษาตัวอยู่กับเพื่อนรักนามเจิ้นอันผิงจนกระทั่งหายเป็นปกติ  เปลี่ยนชื่อเป็นจางลู่หลบช่อนเร้นภัยจากเว่ยฉีอยู่บนภูเขา
ฉินเจาหวางส่งหวางจีเป็นทูตมายังแคว้นเว่ย หวางจีได้ทราบเรื่องว่าฟ่านซุยถูกทำร้ายจึงตามหาจนกระทั่งพบชักชวนให้ไปอยู่แคว้นฉินกับตน หวางจีแนะนำตัวฟ่านซุยต่อฉินเจาหวาง ฟ่านซุยได้แสดงออกถึงภูมิรู้และความสามารถจนเป็นที่พอใจของฉินเจาหวางอย่างยิ่ง ฉินเจาหวางจึงแต่งตั้งให้เขาเป็นเสนาบดีกลาโหมเพื่อดำเนินงานที่สำคัญคือการยึดครองแคว้นทั้งหก ฟ่านซุยจึงเสนอกลยุทธ์ “สามัคคีแคว้นไกล โจมตีแคว้นใกล้” โดยวางแผนการให้แคว้นฉินเจรจาเป็นมิตรกับแคว้นฉีและฉู่  ตระเตรียมการยึดครองแคว้นหานและเว่ย รวมทั้งตั้งเป้าการยึดครองแคว้นเจ้าและเอี้ยนไว้เป็นลำดับต่อไป  เมื่อยึดครองทั้งสี่แคว้นนี้ได้แล้วจึงค่อยยึดแคว้นฉีและฉู่เป็นอันดับสุดท้าย
ในที่สุดฟ่านซุยก็ได้รับความไว้วางใจจากฉินเจาหวางให้เป็นผู้ดำเนินการตามกลยุทธ์ที่เขาเสนอไปดังกล่าว
ที่แคว้นฉี-เมิ่งฉางจวินผู้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ครองเมืองเซียต่อจากเถียนอิงผู้บิดา ได้ถูกส่งตัวไปเป็นตัวประกันอยู่ที่แคว้นฉิน  หลังจากที่หนีกลับมาได้ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี  ฉินเจาหวางรู้ดีว่าเมิ่งฉางจวินเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง หากอยู่ในตำแหน่งก็อาจทำให้แคว้นฉีมีความเข้มแข็งขึ้น  เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมฉินเจาหวางจึงวางแผนส่งคนมายุยงจนกระทั่งฉีอ๋องเกิดความริษยาและไม่ไว้วางใจเมิ่งฉางจวิน (แต่หลักฐานบางกระแสบันทึกว่าเมิ่งฉางจวินได้ร่วมมือกับเชื้อพระวงศ์บางคนคิดก่อการขบถ) ฉีหวางจึงสั่งปลดเมิ่งฉางจวินออกจากตำแหน่ง  เมิ่งฉางจวินจึงหลบไปอยู่ที่เมืองเซีย  เมื่อเดินทางไปถึงชาวเมืองทั้งหมดได้ให้การต้อนรับและให้การคุ้มครองเป็นอย่างดี  จนเป็นที่แปลกใจของเมิ่งฉางจวินเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะบริวารคนหนึ่งที่ชื่อเฝิงฮวนได้หาทางหนีทีไล่ไว้ให้แล้วด้วยแผน “กระต่ายปัญญาดีต้องมีสามโพรง” ซึ่งกำหนดให้เมืองเซียเป็นโพรงแรกสำหรับหลบลี้ภัย
แผน “กระต่ายปัญญาดีต้องมีสามโพรง” นี้ เป็นแผนที่ถูกเฝิงฮวนกำหนดขึ้น  โดยที่ตัวของเมิ่งฉางจวินไม่ได้รู้ตัวล่วงหน้า  เรื่องของเรื่องนั้นมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งเมิ่งฉางจวินสั่งให้บริวารไปเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ของตนที่เมืองเซีย  เพื่อนำกลับมาใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบริวาร  เฝิงฮวนรับอาสาที่จะไปทำหน้าที่นี้พร้อมทั้งสัญญาว่าเมื่อกลับมาจะนำของขวัญที่มีค่ากลับมาให้ด้วย  เมื่อเดินทางไปถึงเมืองเซียแทนที่เฝิงฮวนจะรีบเก็บดอกเบี้ยในทันที  กลับเก็บเอาบัญชีเงินกู้ของลูกหนี้ที่ยากจนซึ่งยากที่จะใช้หนี้ได้ มาเผาทิ้งเสีย  พร้อมทั้งประกาศว่าการที่เมิ่งฉางจวินให้ชาวเมืองเซียกู้เงินนั้นเป็นการให้ความช่วยเหลือ มิได้หวังจะค้ากำไรจากชาวเมือง  จากนั้นเฝิงฮวนก็กลับเมืองหลวงด้วยมือเปล่าเข้ารายงานต่อเมิ่งฉางจวิน  ถึงแม้เมิ่งฉางจวินจะไม่ค่อยพอใจการกระทำของเฝิงฮวนนักแต่เขาก็มิได้กล่าวโทษอะไร  ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียอำนาจนั่นแหละจึงรู้ว่าของขวัญที่เฝิงฮวนนำมาให้นั้นมีค่าอย่างไร
จากนั้นเฝิงฮวนจึงวางแผนสร้างโพรงที่สองและสามให้ โดยการเดินทางไปแคว้นฉิน พูดเกลี้ยกล่อมจนฉินเจาหวางส่งคนไปเชิญตัวเมิ่งฉางจวินไปรับราชการที่แคว้นฉิน  จากนั้นจึงเดินทางไปยังเมืองหลวงแคว้นฉี  แจ้งข่าวฉินเจาหวางกำลังส่งคนมาเชิญเมิ่งฉางจวิน  ฉีหมิ่นหวางส่งคนไปสืบดูเห็นเป็นจริงดังที่เฝิงฮวนบอก จึงรีบส่งคนไปเชิญตัวเมิ่งฉางจวินกลับเมืองหลวง  คืนตำแหน่งให้พร้อมทั้งยกเมืองบำนาญให้อีกพันครัวเรือน  ทำให้สถานะทางการเมืองในแคว้นฉีของเมิ่งฉางจวินมีความมั่นคงขึ้น
ในภาพยนตร์ชุดศึกชิงเจ้าปฐพี หลังจากที่เมิ่งฉางจวินเดินทางไปอยู่เมืองเซียได้ระยะหนึ่งก็เดินทางไปยังแคว้นเว่ย พำนักอยู่กับซิ่นหลิงจวินผู้เป็นสหาย ช่วยเหลือให้ซิ่นหลิงจวินมีฐานะมั่นคงอยู่ในแคว้นเว่ย พร้อมกันนั้นก็ได้ช่วยกันกำจัดฟ่านซุยออกจากแคว้นเว่ยได้สำเร็จ
ในปี พ.ศ.259 เอี้ยนเจาหวางแต่งตั้งเล่ออี้เป็นแม่ทัพเข้าตีแคว้นฉี  เล่ออี้ยกทัพรุกเข้าดินแดนแคว้นฉียึดเมืองต่างๆ ของแคว้นฉีได้มากกว่าเจ็ดสิบหัวเมือง    จากนั้นก็บุกเข้าตีนครหลินจือเมืองหลวงแคว้นฉี  ฉีหมิ่นหวางหลบหนีไปอยู่ที่เมืองหลี่ใกล้แคว้นฉู่ และถูกขุนพลแคว้นฉู่ฆ่าตาย  เมิ่งฉางจวินต้องเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ แต่แคว้นฉียังคงไม่ถึงคราวพินาศ ดังนั้นในการสงครามครั้งนี้จึงเกิดมีวีรบุรุษขึ้นมาคนหนึ่งคือ “อันผิงจุนเถียนตัน” ซึ่งสามารถรวบรวมกำลังทหารต่อสู้ต้านทานกองทัพแคว้นเอี้ยนอย่างเหนียวแน่นอยู่ที่เมืองจี๋ม่อ จากนั้นจึงวางแผนปล่อยข่าวให้เอี้ยนเจาหวางเกิดความระแวงในตัวของเล่ออี้และส่งซีเจี่ยมาเป็นแม่ทัพแทน  เล่ออี้ต้องหลบหนีไปอยู่แคว้นเจ้า  เมื่อสิ้นเล่ออี้อันผิงจุนเถียนตันก็สามารถตีทัพของซีเจี่ยจนแตกพ่ายกลับไป  ยึดเมืองต่างๆ ที่ทัพเอี้ยนยึดครองเอาไว้คืนมาได้ทั้งหมด  แต่ก็มิอาจที่จะทำให้แคว้นฉีฟื้นตัว    ขึ้นมาได้อีกเลย
ทางด้านแคว้นฉู่ ฟ่านซุยได้วางแผนเป็นมิตรไม่รุกรานซึ่งกันและกันตามกลยุทธ์ “สามัคคีแคว้นไกล โจมตีแคว้นใกล้” โดยการวางแผนสร้างบุญคุณต่อสงอ๋วนบุตรของฉู่ชิ่งเซียงหวางผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นรัชทายาท
ฟ่านซุยใช้แผนเปิดโอกาสให้สงอ๋วนซึ่งขณะนั้นถูกส่งไปเป็นตัวประกันอยู่ที่แคว้นฉินสามารถหลบหนีกลับแคว้นฉู่เพื่อดูแลบิดาเป็นครั้งสุดท้ายได้ ทำให้สงอ๋วนเกิดความซาบซึ้งในบุญคุณของฟ่านซุยและฉินเจาหวาง  เมื่อสงอ๋วนได้ขึ้นครองแคว้นฉู่เป็นฉู่เซี่ยวเลี่ยหวางจึงยอมรับสถานภาพความเป็นมิตรกับแคว้นฉิน  เปิดโอกาสให้แคว้นฉินทำสงครามยึดครองแคว้นหานและแคว้นเจ้าโดยไม่ต้องพะวงกับแคว้นฉู่
ในปี พ.ศ.281  ฉินเจาหวางให้หวางเฮ่อเป็นแม่ทัพ  นำกองทัพฉินบุกแคว้นหาน จากนั้นก็ยกเข้าประชิดด่านฉางผิงของแคว้นเจ้า  แคว้นเจ้าส่งแม่ทัพเหลียนพอไปตั้งรับ เหลียนพอใช้กลยุทธ์ตั้งรับโดยไม่รบปล่อยให้ทัพฉินอ่อนกำลังไปเอง  ทัพฉินล้อมอยู่ถึงสามปีก็มิอาจตีฉางผิงแตกได้  ฟ่านซุยจึงใช้แผนส่งไส้ศึกไปปล่อยข่าวและยุยงให้เจ้าเซี่ยวเฉิงหวางไม่พอใจเหลียนพอ  และปลดเหลียนพอออกจากตำแหน่ง จากนั้นก็ส่งเจ้าควอไปเป็นแม่ทัพแทน  เมื่อเจ้าควอรับตำแหน่งแม่ทัพก็ให้เปลี่ยนกลยุทธ์เสียใหม่จากการตั้งรับเป็นรุก เปิดโอกาสให้ทัพฉินซึ่งส่งไป๋ฉี่มาเป็นแม่ทัพแทนหวางเฮ่อ  เผด็จศึกฉางผิงได้อย่างรวดเร็วแล้วเคลื่อนทัพใหญ่เข้าล้อมเมืองหลวงหานตานของแคว้นเจ้าเอาไว้ในปี พ.ศ.283
เมื่อการณ์กลับเป็นเช่นนี้ เจ้าเซียงผิงหวางซึ่งขึ้นครองแคว้นเจ้า แทนเจ้าเซี่ยวเฉิงหวาง  ก็ต้องทำตามแผนการของผิงหยวนจวินที่ให้ขอความช่วยเหลือจากแคว้นฉู่และแคว้นเว่ย อันเป็นการร่วมมือเป็นพันธมิตรต่อต้านฉินเป็นครั้งสุดท้ายของแคว้นต่างๆ ทั้งหกแคว้น  เพราะหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้แล้วก็ไม่มีอีกเลยที่จะเกิดมีพันธมิตรต่อต้านแคว้นฉินขึ้น
ผิงหยวนจวินเดินทางไปเจรจาข้อความช่วยเหลือจากแคว้นฉู่พร้อมด้วยบริวาร 20 คน โดยมีบริวารคนหนึ่งชื่อเหมาสุยเป็นผู้ที่ช่วยเหลือให้การเจรจาจนประสบความสำเร็จ  เหมาสุยใช้ทั้งวิธีการขู่บังคับและพูดจาเกลี้ยกล่อมจนฉู่เซี่ยวเลี่ยหวางยอมช่วยแคว้นเจ้า โดยให้ซุนเซินจุนเป็นแม่ทัพยกทหารแปดหมื่นไปช่วยแคว้นเจ้า
จากนั้นผิงหยวนจวินก็เดินทางไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นเว่ย  ฉินเจาหวางจึงส่งคนไปขู่มิให้เว่ยอันหลีอ๋องส่งกองทัพไปช่วย  เว่ยอันหลีหวางจึงให้แม่ทัพจิ้นที่กำลังจะยกทัพเว่ยไปช่วยแคว้นเจ้าหยุดทัพก่อน  ซุนเซินจุนรู้ข่าวว่าทัพเว่ยหยุดรออยู่ยังไม่ยกไปช่วยแคว้นเจ้าจึงหยุดทัพของตนบ้าง ผิงหยวนจวินรู้ข่าวจึงเดินทางไปหาซิ่นหลิงจวิน  ขอร้องให้ซิ่นหลิงจวินช่วยเกลี้ยกล่อมเว่ยอันหลีหวาง  ผิงหยวนจวินเกลื้ยกล่อมไม่สำเร็จ  จึงขอความช่วยเหลือจากนางหยูจีหม่อมคนโปรดของเว่ยอันหลีหวาง นางหยูจีรำลึกถึงบุญคุณของซิ่นหลิงจวินเมื่อครั้งที่เขาเคยช่วยจับฆาตกรที่ฆ่าบิดาของนาง  นางจึงขโมยตราอาญาสิทธ์บัญชาการกองทัพเว่ยของเว่ยอันหลีหวางมาให้  ซิ่นหลิงจวินจึงใช้ตราอาญาสิทธ์บัญชาการทัพยึดอำนาจบัญชาการทัพจากจิ้นปี่  เคลื่อนพลไปช่วยแคว้นเจ้าทันที
ฝ่ายซุนเซินจุน เมื่อเห็นว่าแคว้นเว่ยเคลื่อนทัพไปช่วยแคว้นเจ้าแล้ว  จึงสั่งเคลื่อนทัพของตนเข้าตีกระหนาบแคว้นฉินอีกทางหนึ่งทันที  เป็นผลให้ทัพฉินถูกตีกระหนาบทั้งสามด้านแตกพ่ายไม่เป็นกระบวน  แคว้นฉินต้องสูญเสียดินแดนแถบเหอตงที่เคยยึดจากแคว้นเว่ยคืนให้แคว้นเว่ยไป  สูญเสียดินแดนแถบไท่หยวนให้กับแคว้นเจ้า ปล่อยให้แคว้นฉู่หลงลำพองไปได้อีกระยะหนึ่ง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หาได้ทำให้แคว้นฉินอ่อนแอลงไปไม่
สงครามครั้งนี้เป็นสงครามครั้งสำคัญที่ปรากฏในภาพยนตร์ชุดศึกชิงเจ้าปฐพี บทบาทของฟ่านซุยในการช่วยแคว้นฉินรวมเผ่นดินจีนก็ยุติลงหลังสิ้นสงคราม  ตามในภาพยนตร์ฟ่านซุยถูกผิงหยวนจวิน ซิ่นหลิงจวินและสมัครพรรคพวกร่วมมือกันกำจัด  ด้วยเหตุที่ฟ่านซุยได้เพาะความแค้นให้กับคนกลุ่มนี้ไว้มาก
ก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามครั้งนี้  ฉินและเจ้าได้ทำสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกันและแลกตัวประกันกันอยู่  ตัวประกันของแคว้นฉินที่ถูกส่งมายังแคว้นเจ้า  ได้แก่อิ๋งอี้เหรินบุตรผู้หนึ่งของอันกว๋อจุนรัชทายาทของฉินเจาหวาง ในระหว่างสงครามอิ๋งอี้เหรินถูกควบคุมตัวและได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากผู้ปกครองแคว้นเจ้าเป็นอย่างมาก  หลังจากสงครามยุติลงแล้วได้ปรากฏคนผู้หนึ่งขึ้นในนครหานตานเมืองหลวงแคว้นเจ้า  บุคคลผู้นี้เป็นพ่อค้ามาจากเมืองผูหยางนาม-หลี่ปู้เหว่ย  เขาเดินทางมานครหานตานครั้งนี้เพื่อที่จะประกอบการค้าที่เป็นอาชีพครั้งสุดท้ายในชีวิต  ขณะเดียวกันเขาก็คิดการประกอบการค้าชิ้นใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมขึ้นที่นี่
และนี่คือบทเริ่มต้นของการประกอบ “ธุรกิจการเมือง” ของนักการเมืองผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน 

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 5


4
สงครามระหว่างฉู่กับฉิน
กวีเอกชูหยวนผู้ไม่ยอมมีชีวิตอยู่อย่างไร้ค่า 


หลังจากที่แคว้นฉีรุ่งเรืองขึ้นมาแทนแคว้นเว่ยได้ไม่นานนัก แคว้นฉินที่เคยล้าหลังและไม่อยู่ในความสนใจของแคว้นอื่นๆ เลย  ก็เริ่มเปล่งรัศมีแห่งความเป็นมหาอำนาจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว  โดยฝีมือการปฏิรูปกฎหมายและการปกครองของ “เว่ยเอียง” หรือ “ซางเอียง” (ซางยาง) ในรัชสมัยฉินเสี้ยวกงเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น  ทำให้แคว้นฉินผงาดขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของแคว้นฉี นับแต่นั้นมาแคว้นต่างๆ ก็เริ่มหันไปให้ความสำคัญกับแคว้นฉิน และเริ่มหาทางป้องกันตัวเองจากการรุกรานของแคว้นฉิน
ในยุครุ่งเรืองของแคว้นฉีและแคว้นฉินนี้ เกิดมีบุคคลสำคัญขึ้นสองคนด้วยกัน คือ ซูฉินผู้เป็นเจ้าของกลยุทธ์ “ประสานแนวดิ่ง” กับ จางอี้ (เตียอี๋)  เจ้าของกลยุทธ์ “เชื่อมแนวขวาง” สองคนนี้ก็เป็นศิษย์ของของกุ่ยกู่จื่อรุ่นเดียวกันและเป็นศิษย์รุ่นหลังของซุนปินและผังเจวียน (ในเรื่องคัมภีร์มรณะได้กล่าวถึงตอนที่ซุนปินออกจากสำนักหุบผาปีศาจแล้ว ก็มีการกล่าวถึงการรับศิษย์ใหม่ของกุ่ยกู่จื่อไว้ด้วย  ศิษย์ใหม่ทั้งสองคนที่กุ่ยกู่จื่อรับไว้ก็คือซูฉินและจางอี้นี่เอง) ต่อมาทั้งสองคนนี้ก็ขับเคี่ยวกันแทนซุนปินกับผังเจวียน โดยที่ชูฉินนั้นใช้กลยุทธ์รวมพลังหกแคว้นต่อต้านแคว้นฉิน ในขณะเดียวกันจางอี้ก็ใช้กลยุทธ์แยกสลายพลังของหกแคว้นเพื่อกลืนแคว้นต่างๆ เข้ากับแคว้นฉิน
ในท่ามกลางการขับเคี่ยวอย่างรุนแรงระหว่างกลยุทธ์ประสานแนวดิ่งกับเชื่อมแนวขวางนั้น สงครามระหว่างแคว้นฉินกับแคว้นฉู่ได้แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของกลยุทธ์เชื่อมแนวขวางและความล้มเหลวของกลยุทธ์ประสานแนวดิ่งได้อย่างชัดเจนที่สุด  สงครามระหว่างฉู่และฉินมีปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “กวีเอกคุง้วน” โดยภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากประวัติของกวีเอกคุง้วนหรือชูหยวนอันเป็นจินตกวีเอกคนแรกของจีนและเป็นขุนนางผู้ปราดเปรื่อง ผู้ซึ่งไม่ยินยอมอ่อนข้อให้กับเหล่ากังฉินและ  ชนชั้นผู้ดีเก่าที่กดขี่ขูดรีดเหล่าอาณาประชาราษฎร์
คุง้วนหรือชูหยวน(ในนิยายอิงพงศาวดารเรื่องไซฮั่นเรียกคุดหงวน)  สืบเชื้อสายประยูรวงศ์กษัตริย์แคว้นฉู่  เกิดในปีที่ 27 แห่งรัชกาลฉู่ซวนหวาง ตรงกับปี พ.ศ.203 มีชื่ออีกชื่อหนึ่ง “ชูผิง” รับราชการอยู่ในรัชสมัยของฉู่ไหวหวาง ด้วยความปรีชาสามารถฉลาดเฉลียวและความซื่อสัตย์สุจริต ชูหยวนจึงได้รับความไว้วางใจของฉู่หวยอ๋องเป็นอย่างสูง  ดังนั้นด้วยอายุเพียง 25 ปี ท่านก็สามารถที่จะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเป็น“จั่วถู”หรือรองอัครมนตรี(เทียบได้กับรองนายกรัฐมนตรีสมัยนี้)
ชูหยวนมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตนทำนุบำรุงแคว้นฉู่ให้มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง ให้ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข  ความพยายามที่จะปฏิรูปกฎหมายใหม่ของท่าน ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นจากการเห็นพ้องต้องกันระหว่างท่านกับฉู่ไหวหวาง เนื่องเพราะฉู่ไหวหวางเองก็มีความประสงค์ที่จะขจัดอำนาจอิทธิพลของกลุ่มผู้ดีเก่าซึ่งมีจิ้นซ่างเป็นผู้นำสำคัญ ในขณะจิ้นซ่างนั้นได้รับการสนับสนุนจากสนมคนโปรดเจิ้งสิ้วของฉู่ไหวหวางเอง  ดังนั้นแม้ฉู่ไหวหวางจะเห็นด้วยกับชูหยวน แต่อุปสรรคก็ปรากฏให้เห็นแล้วตั้งแต่เริ่มต้น หลังจากที่ชูหยวนเริ่มงานปฏิรูปกฏหมายและการเมืองได้ไม่นานนัก ก็ได้รับการขัดขวางจากกลุ่มผู้ดีเก่าที่พยายามปรักปรำให้ร้ายชูหยวนอยู่ตลอดเวลา จนฉู่ไหวหวางเองก็เริ่มเปลี่ยนพระทัยไปเชื่อฝ่ายผู้ดีเก่ามากขึ้น และเหินห่างชูหยวนไปตามลำดับ  กระทั่งไม่ให้ความสนพระทัยต่อการปฏิรูปของชูหยวนอีกเลยในเวลาต่อมา   ฉะนั้นแม้ว่าชูหยวนจะพยายามที่จะเสนอแนวคิดที่แยบคายสักปานใดก็ตาม ท่านก็ไม่มีโอกาสที่จะกราบทูลแสดงความคิดเห็นต่อฉู่ไหวหวางอย่างใกล้ชิดอีกต่อไป  ชูหยวนจึงเริ่มหมดหวังในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและได้ใช้เวลาไปในทางการประพันธ์กวีนิพนธ์มากขึ้น

ทางด้านแคว้นฉินนั้นเล่าก็ต้องการที่จะยึดครองแคว้นฉู่ให้ได้  แต่ด้วยผลงานที่สำคัญของชูหยวนตั้งแต่เมื่อยังเป็นที่โปรดปราน คือ  การทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรกับแคว้นฉีตามกลยุทธ์ประสานแนวดิ่งของซูฉิน ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แคว้นฉินจึงเห็นว่าถึงจะอย่างไรชูหยวนก็ยังคงเป็นก้างขวางคอชิ้นโตที่จะต้องกำจัดเสียก่อน  จากนั้นจึงค่อยพิชิตแคว้นฉู่ มิฉะนั้นแล้วแผนการยึดครองแคว้นฉู่ก็มิอาจสำเร็จได้
ดังนั้นจางอี้เจ้าของยุทธการเชื่อมแนวขวางจึงวางแผนทำลายกลยุทธ์เชื่อมแนวดิ่งที่แคว้นฉู่
แผนการทำลายกลยุทธ์เชื่อมแนวดิ่งของจางอี้จึงเริ่มต้นด้วยการใช้ทองคำติดสินบนจิ้นซ่างและนางเจิ้งสิ้วหัวโจกของกลุ่มผู้ดีเก่าที่เป็นคู่แค้นของชูหยวน ให้ทั้งสองคนนี้รวมทั้งจื่อหลานบุตรชายคนโปรดของฉู่ไหวหวาง  ตลอดจนขุนนางในสังกัดหรือกลุ่มของจิ้นซ่างช่วยกันกราบทูลยุยงให้ฉู่ไหวหวางขับไล่ชูหยวนออกจากราชการ และให้ฉู่ไหวหวางประกาศตัดสัมพันธ์กับแคว้นฉี  โดยใช้ดินแดน 600 ลี้เป็นข้อแลกเปลี่ยน  แต่หลังจากที่ฉู่ไหวหวางประกาศตัดสัมพันธ์กับแคว้นฉีแล้ว แคว้นฉินหาได้ปฏิบัติตามสัญญาไม่ ฉู่ไหวหวางจึงยกกองทัพบุกเข้าโจมตีแคว้นฉินใน พ.ศ.231  และประสบกับความพ่ายแพ้กลับมา มิหนำซ้ำยังถูกแคว้นฉินยกทัพบุกเข้ายึดเอาดินแดนบางส่วนไปอีกด้วย
นอกจากนั้นแล้วทางฝ่ายแคว้นฉีซึ่งไม่พอใจต่อการกระทำของแคว้นฉู่ที่ประกาศตัดความสัมพันธ์ก็ได้ยกทัพเข้ายึดครองดินแดนบางส่วนของแคว้นฉู่ด้วยเช่นกัน  
ดูเหมือนว่าฉู่ไหวหวางและกลุ่มผู้ดีเก่าจะไม่ยอมมองข้อผิดพลาดของตนเลย   มิหนำหูตายังมืดมัวยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก  ฉะนั้นเมื่อจางอี้วางแผนเสนอข้อตกลงให้ฉู่ไหวหวางเดินทางไปเจรจากับเจ้าผู้ครองแคว้นฉินที่ด่านอู่กวน  ด้วยการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากจิ้นซ่างและพรรคพวก   ฉู่ไหวหวางก็ยินยอมไปเจรจากับตัวแทนแคว้นฉิน จึงถูกกองกำลังของแคว้นฉินจับตัวไว้ได้ และถูกกักขังไว้จนกระทั่งถึงแก่กรรมในอีกสามปีต่อมา
หลังจากที่ฉู่ไหวหวางถึงแก่กรรมแล้ว ฉู่ฉิงเซี่ยงหวางได้ขึ้นครองราชย์แทน  ชูหยวนหวังว่ากษัตริย์องค์ใหม่น่าจะเคียดแค้นที่บิดาของพระองค์หลงกลแคว้นฉินจนถูกกักขังไว้จนตาย จึงเสนอให้ฉู่ฉิ่งเซี่ยงหวางลงโทษจิ้นซ่างและพวกเป็นการแก้แค้นแทนบิดา แต่ก็ไร้ผล  เพราะมิเพียงฉู่ฉิ่งเซี่ยงหวางจะไม่ลงโทษจิ้นซ่างกับพวกเท่านั้น ตัวของชูหยวนเองกลับเป็นผู้ถูกลงโทษขับไล่ออกจากราชการแทน และถูกเนรเทศไปอยู่แถบเชียงหนาน  ห้ามมิให้เหยียบย่างกลับเข้าสู่เขตเมืองหลวงอีกต่อไปอย่างเด็ดขาด
ชูหยวนจำต้องออกเดินทางจากหยิ่งตูเมืองหลวงของแคว้นฉู่ด้วยความเศร้ารันทดใจที่มิอาจช่วยกอบกู้ชะตากรรมของบ้านเมืองได้ ขณะนั้นเป็นปี พ.ศ.247 ชูหยวนมีอายุได้48 ปี ในขณะที่ถูกเนรเทศนี้ชูหยวนได้แต่งบทกวีแสดงถึงความคิดทางสังคมและการเมือง ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงปณิธานอย่างแน่วแน่ของตนเอง  ไว้หลายบทด้วยกัน เช่น แต่งบทกวี “จี๋ซ่ง” (สดุดีส้ม)เพื่อบ่งบอกถึงความแน่วแน่ในคุณธรรมของตน  แต่ง “จิ่วเกอ” (เก้าเพลง) เพื่อแสดงเจตจำนงที่จะให้ประชาชนพร้อมใจกันกำจัดความชั่วร้าย ขุนนางกังฉินและทรราชให้หมดไป เพื่อบ้านเมืองจะได้มีความมั่นคง  แต่ง “หลี่เซ่า” (นิราศรันทด) แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและความรันทดใจที่เห็นแคว้นฉู่ล่มสลาย  แต่ง “เทียนเวิ่น” (ถามฟ้า) เป็นคำถามเกี่ยวกับฟ้า ดิน มนุษย์และปรัชญา ราว 170 คำถาม
ในปี พ.ศ.265 ขณะนั้นชูหยวนอายุได้ 66 ปี หยิ่งตูเมืองหลวงของแคว้นฉู่ถูกกองทัพแคว้นฉินบุกเข้ายึดครองได้สำเร็จ ชูหยวนจึงแต่งบทกวี “อายหยิ่ง”(สมเพชหยิ่งตู) ขึ้น บทกวีชิ้นนี้มีเนี้อหาแสดงความโศกระทมที่แคว้นฉู่ต้องสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน  แต่ง “เส้อเจียง” (ท่องธาร)  เพื่อเป็นการยืนยันว่าตนจะไม่ยอมดำรงชีวิตอยู่อย่างเหลวไหลไร้คุณค่า  แต่งบทกวี่ชื่อ “ซือหว่างยื่อ” (อาลัยอดีต) และ “หวยซา” (โอบทราย) แสดงถึงความมืดมนสิ้นหวังของแคว้นฉู่  แล้วจึงโอบอุ้มก้อนหินใหญ่กระโดดลงสู่แม่น้ำมี่หลอเจียง เมื่อวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5  ปี พ.ศ.265
ชูหยวนเป็นทั้งกวีและขุนนางที่ยืนเคียงข้างผลประโยชน์ของประชาชน ท่านจึงเป็นที่รักของประชาชนอยู่ตลอด  ดังนั้นเมื่อชาวประมงแถบนั้นรู้ว่าชูหยวนกระโดดน้ำตาย ต่างก็พากันเอาเรือออกไปค้นหาศพ  และเพื่อป้องกันมิให้ปลามาแทะกินศพ ชาวประมงจึงเอาข้าวและขนมจ้างโยนลงไปในน้ำด้วย  แต่ก็ไม่สามารถที่จะค้นหาศพพบ  ต่างก็กลับไปด้วยความผิดหวัง   และเพื่อเป็นการรำลึกถืงจินตกวีท่านนี้ ในวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปีหลังจากนั้นมา  พวกเขาก็จะพากันมาล่องเรือโยนขนมจ้างลงในแม่น้ำเพื่อเป็นการบวงสรวงดวงวิญญาณของชูหยวน  การกระทำเป็นนี้จึงกลายเป็นประเพณีไปในที่สุด ตั้งแต่นั้นมาพอถึงวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ของทุกๆ ปี ชาวจีนก็จะจัดให้มีการแข่งเรือมังกรและทำขนมจ้างเพื่อรำลึกถึงชูหยวนจินตกวีเอกผู้รักชาติรักประชาชนสืบทอดต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้  มีชื่อเรียกว่า “เทศกาลวันสารทตวนอู่” หรือ “เทศกาลสารทขนมจ้าง”
ในภาพยนตร์เรื่อง “กวีเอกคุง้วน” ได้เน้นให้เห็นถึงอุดมคติเพื่อชาติเพื่อประชาชนของชูหยวนอย่างแจ่มชัด  โดยที่กล่าวถึงอัจฉริยภาพทางด้านความเป็นกวีน้อยมาก กวีนิพนธ์ที่ปรากฏในเรื่องนี้มีเพียงตอนสั้นๆ ซึ่งชูหยวนเอื้อนเอ่ยกับชาวเรือในขณะที่โดยสารเรือข้ามฟากในบั้นปลายของชีวิตว่า
ฟ้าไม่เหลียวไม่แลแม้ตัวเรา
ชาวประชาอับเฉาหัวระแหง
เลือคน้ำตาคละเคล้าดูรุนแรง
เศร้าสลดแห้งแล้งในหัวใจ
จากบ้านเกิดเร่ร่อนไปต่างเมือง
ล่องแม่น้ำตามเรื่องเหมือนเศษไม้
โศกสลดเกาะกินเลาะร้าวใจ
อีกเมื่อใดจะได้คืนผืนแผ่นดิน
ขุนเขาดุจเสาที่ขวางหน้า
ตีนเขามีธาราไหลเย็น
ยอดเขามีหิมะคละเย็นเย็น
เมฆดำเป็นฟ้าฝนกระหน่ำมา
ชีวิตข้าไร้สุขรับทุกข์ยาก
โดดเดี่ยวตากฟ้าฝนทนทุกข์ไหว
จะให้ฝืนใจตนตามใจใคร
ยินดีไปยากไร้ที่พักพิง
ชูหยวนเป็นกวีผู้มีความรักชาติรักประชาชนเป็นที่ยิ่ง มีอุดมคติที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้นในกับชาติบ้านเมือง ซึ่งในภาพยนตร์ได้เน้นในประเด็นนี้ไว้อย่างเด่นชัด และเพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกับความเป็นกวีของชูหยวน ผู้เขียนใคร่ที่จะหยิบยกเอาผลงานของท่านที่มีผู้แปลเป็นพากย์ไทยไว้แล้วมาให้เห็นพอเป็นตัวอย่างสักตอนหนึ่ง จากกวีนิพนธ์ชิ้นเอกหลี่เซ่าซึ่งแปลเป็นพากย์ไทยโดยอาจารย์ยง อิงคเวทย์ ดังนี้
เพื่อให้เห็นแนวทางดำเนินวิถีชีวิต ชูหยวนพิจารณาเปรียบเทียบกระบวนการบริหารของกษัตริย์โบราณซึ่งมีผลงานต่างกัน ตำหนิขุนนางที่เข้าพวกปิดบังพระราชา ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะคับขันและรู้สึกน้อยใจที่พระราชาหลงเชื่อคำยุยงใส่ไคล้ แต่เขาก็ยังจงรักภักดีต่อพระองค์
สามผ่านเผ้าเบาราณท่านบริสุทธิ์เอย
จึงเป็นจุดชุมนุมเหล่าบุปผา
รวมเซินเจียว  จุ้นกุ้ย สุคนธาเอย
ทั้งมาลา หุ้ยหวล ม้วนพะจี
เหยียว สุ้น สองภูมีที่เกริกไกรเอย
เพราะทรงใช้คติธรรมนำวิถี
ไย เจี๋ย โจ้ว หฤโหดโฉดเหลือดีเอย
มุ่งทางลัดลับถึงอับจน
คนในพรรคมักเหลิงระเริงสุขเอย
จึงเข็ญขุกทุกขะทรหน
หาใช่ข้ารักตัวกลัวผจญเอย
ไม่สู้ยลยานราชพินาศไป
เคยวิ่งเล่นลนลานกาลก่อนนั้นเอย
หมายให้ทันรอยบาทบุพราชได้
ฉมไม่ทราบเจตนาของข้าไทเอย
กลับเชื่อฟังใส่ไคล้ให้โกรธา
รู้อยู่ว่าซื่อนักมักมีภัยเอย
จะปล่อยปละผละไปก็ไม่กล้า
ขอเก้าฟ้าอารักษ์ประจักษ์ตาเอย
เพราะใจข้ากตัญญูภูบดี
แต่เดิมได้ให้คำพร่ำสัญญาเอย
ภายหลังมากลับกลายทำหน่ายหนี
จะให้ข้าลาจากหายากมีเอย
เศร้าฤดีที่ทรงธรรม์ผันเปลี่ยนไว

เนื่องจากกวีนิพนธ์ของชูหยวนมีอายุสองพันกว่าปีมาแล้ว  ภาษาที่ใช้จึงยากที่คนปัจจุบันจะเข้าใจได้  ประกอบกับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยที่มุ่งคงอรรถรสของกวีนิพนธ์เรื่องนี้ให้คงอยู่ให้มากที่สุด  ผู้แปลจึงได้อรรถาธิบายความเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นเอาไว้ด้วย  เฉพาะส่วนที่คัดลอกมาประกอบนี้  ผู้เขียนขอสรุปคำอรรถาธิบาย “คำ” และ “ความ” ที่ยากต่อการเข้าใจของท่านผู้แปลประกอบด้วย ดังนี้
1.สามผ่านเผ้าเบาราณ หมายถึงสามกษัตริย์ที่เป็นปฐมกษัตริย์ของ 3 ราชวงศ์ในยุคโบราณผู้ทรงคุณธรรม ประกอบด้วย เซี่ยหยู แห่งราชวงศ์เซี่ย  ซางทาง แห่งราชวงศ์ซาง และโจวเหวินหวาง แห่งราชวงศ์โจว
2.เหล่าบุปผา  หมายถึงบัณฑิตทั้งหลาย
3.เซินเจียว หมายถึงเจียวที่เกิดในแคว้นเซิน เจียวเป็นไม้หอม ตรงกับต้นกำจัดของไทย
4.จุ้นกุ้ย เป็นชื่อของอบเชยชนิดหนึ่ง
5.หุ้ย เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีกลิ่นหอม
6.พะจี เป็นคำทับศัพท์คำว่า พี่จื่อ ซึ่งเป็นชื่อของพืชหอมชนิดหนึ่ง ดอกขาว รากใช้ทำยา เรียกว่าไป๋จื่อ  สำเนียงแต้จิ๋วว่า แปะจี๊
7.เหยียว สุ้น หมายถึงมหาราชโบราณสองพระองค์คือ ตี้เหยียว (เงี้ยวเต้) และตี้สุ้น (อี๋ซุ่น) ตี้สุ่นโอนราชบัลลังก์ให้เซี่ยหยูต้นราชวงศ์เซี่ย  เมื่อเซี่ยหยูชราจึงเลือกหยี่หรืออี้เป็นกษัตริย์ต่อ  แต่ลูกชายของเซี่ยหยูไม่พอใจ  เมื่อเซี่ยหยูสวรรคตจึงฆ่าอี้เสียแล้วตนขึ้นครองราชย์ต่อ  เปลี่ยนวิธีการสืบราชบัลลังก์เป็นการสืบด้วยสายเลือด
8.เจี๋ย และ โจ้ว หมายถึงกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์เซี่ยและราชวงศ์ซางตามลำดับ  ทั้งสองพระองค์นี้เป็นกษัตริย์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน (ดูรายละเอียดในตอนที่ 2 ของบทนี้ประกอบ)
9.คนในพรรค หมายถึงขุนนางที่รวมตัวกันเป็นพวก มีจื่อหลานโอรสองค์เล็กของฉู่ไหวหวาง  ซ่างกวานต้าฟูผู้จะแย่งกฎหมายของชูหยวน จิ้นซ่างผู้รับอามิสสินจ้างจากแคว้นฉิน เป็นต้น
10.ฉม พากย์จีนว่า ฉวน หมายถึงพืชหอมชนิดหนึ่ง แต่ในที่นี้หมายถึงฉู่ไหวหวาง ที่ใช้คำนี้ก็เพื่อแสดงความรักและความใกล้ชิด 
11.เก้าฟ้า  หมายถึงฟ้าทั้งแปดทิศและฟ้าส่วนกลาง
หลี่เซ่าเป็นบทกวีซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 93 บท ทียกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นเพียง 6 บท มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยจบเรื่องแล้วโดยอาจารย์ยง อิงคเวทย์ ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้จากหนังสือชื่อ “วิวัฒนาการกวีนิพนธ์จีน”  ซึ่งนอกจากว่าท่านผู้แปลจะสามารถแปลออกเป็นพากย์ไทยได้อย่างไพเราะโดยคงอรรถรสต้นฉบับเดิมอย่างสมบูรณ์แล้ว  ก็ยังมีคำอรรถาธิบายอย่างละเอียดละออ ซึ่งสามารถช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจกวีนิพนธ์ชิ้นนี้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร 38

37 มังกรหยก : การประสานความจริงเข้ากับความแต่งอย่างแนบเนียน เน้นขับสาระความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ สังคมและการเมืองให้เด่นล้ำ มังกร...